ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 9 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

การเข้าซื้ออาจต้องรอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาบริเวณที่ 1,685-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงค่อยเข้าซื้อ หรือ หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,716  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,685 1,668 1,657 แนวต้าน : 1,716 1,733 1,746

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางแรงขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยและเข้าซื้อสกุลเงินที่เสี่ยงกว่า เช่น สกุลเงินยูโร จากความหวังที่ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวหลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการ Lockdown  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจส่งสัญญาณสายพิราบ(Dovish) หรือ ในเชิงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-10 มิ.ย.นี้  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในระหว่างการซื้อขายวานนี้ที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  การปรับตัวขึ้นของราคายังคงถูกสกัดช่วงบวกจากการทะยานขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง  ทั้งนี้  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 461.46 จุด หรือ +1.70%, S&P500 ปิด +1.20% ส่วน Nasdaq +1.13% และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงวานนี้ -2.63 ตันสู่ระดับ 1,125.48 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจขนาดเล็กจาก NFIB, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง, จํานวนตําแหน่งงานว่างเปิดใหม่ (JOLTS Job Openings) และการสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจาก IBD/TIPP

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลง โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,685-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้  ประเมินว่าเป็นเพียงแรงขายทำกำไรระยะสั้นและอาจจะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำลงทุนระยะสั้น โดยเข้าซื้อเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,685-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง ตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”วางแผนลงนามร่างกฎหมายกดดันจีนประเด็นปราบปรามชาวมุสลิมอุยกูร์  แหล่งข่าวระบุเมื่อวานนี้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐวางแผนลงนามในร่างกฎหมายที่เรียกร้องการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนที่รับผิดชอบสำหรับการกดขี่ชาวมุสลิมอุยกูร์ โดยไม่ได้เอ่ยถึงกรอบเวลาสำหรับการลงนาม  ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐด้วยการสนับสนุนจากทั้ง 2 พรรคเมื่อเดือนที่ผ่านมา เรียกร้องการคว่ำบาตรต่อบุคคลที่รับผิดชอบสำหรับการปราบปรามชาวอุยกูร์และกลุ่มมุสลิมอื่นๆในเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่า มีชาวมุสลิมกว่า 1 ล้านคนถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายกักกัน
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนักลงทุนรุกซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายสกุลเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง เช่นสกุลเงินยูโร ท่ามกลางความหวังที่ว่า เศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.32% สู่ระดับ 96.6279 เมื่อคืนนี้   ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.33 เยน จากระดับ 109.60 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9568 ฟรังก์ จากระดับ 0.9621 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3363 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3432 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1303 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1294 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2722 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2670 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.7020 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6967 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจชี้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยในก.พ.จากพิษโควิด  สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ (NBER) ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยในเดือนก.พ. โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐยุติช่วงการขยายตัวที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ  NBER เปิดเผยว่า การทรุดตัวของการจ้างงานและการผลิตในระดับที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน และผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐดิ่งลง 4.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่คาดว่า GDP ในไตรมาส 2 จะทรุดตัวลงมากกว่า 20%  นอกจากนี้ ตัวเลขอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 14.7% ในเดือนเม.ย. จากระดับ 3.5% ในเดือนก.พ. และแตะ 13.3% ในเดือนพ.ค.  อย่างไรก็ดี NBER คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบนี้ นอกจากจะมีความรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ยังทำสถิติช่วงเวลาสั้นที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
  • (+) เวิลด์แบงก์คาดโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจโลกหดตัว 5.2% ปีนี้  ธนาคารโลกออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในวันนี้ โดยระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะฉุดให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2  ธนาคารโลกเปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 5.2% ในปีนี้ และหากสถานการณ์ย่ำแย่ลงจากการแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อของไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจโลกก็จะทรุดตัวลง 8% ในปีนี้ ตามมาด้วยการฟื้นตัว 1% ในปีหน้า 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 461.46 จุด รับความหวังศก.ฟื้นตัวหลังคลายล็อกดาวน์  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (8 มิ.ย.) ขานรับมุมมองบวกที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวหลังจากทั้ง 50 รัฐของสหรัฐได้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยความหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มสายการบินดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,572.44 จุด พุ่งขึ้น 461.46 จุด หรือ +1.70% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,232.39 จุด เพิ่มขึ้น 38.46 จุด หรือ +1.20% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,924.75 จุด เพิ่มขึ้น 110.66 จุด หรือ +1.13%