วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 ส.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

แนะนำให้ขายลดพอร์ตการลงทุนหากขยับขึ้นไม่ผ่าน 1,503-1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเข้าซื้ออาจเสี่ยงเก็งกำไรตามแนวรับโซน 1,483-1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (พร้อมตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ควรคำนึงถึงความผันผวนของราคา

แนวรับ : 1,483 1,472 1,463  แนวต้าน : 1,503 1,511 1,521

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ทะยานขึ้น 26.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และทะลุขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.ปี 2013  จากความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ  สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง  และกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งเงินเยน, ฟรังก์สวิส, ทองคำ  รวมไปถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  ซึ่งแรงซื้อพันธบัตรกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีให้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2016  ทั้งนี้  การร่วงลงของบอนด์ยีลด์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง  ไม่เพียงเท่านั้นราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปในปีนี้  ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้มากกว่านี้ และเร็วกว่านี้ และยุติมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณในทันที  ด้านกองทุน SPDR  ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้อีก  +8.50  ตันสู่ระดับ 845.42 ตันซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี 2 เดือน  บ่งชี้กระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเข้า ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งของสหรัฐ  รวมถึงการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆเพื่อใช้ประเมินทิศทางราคาทองคำ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,503 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  ส่งผลให้แรงซื้อเริ่มถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวต้านระยะสั้นในโซน 1,503 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ โซน 1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับนั้นยังประเมินในโซนคือ 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ชะลอการสะสมทองคำเพิ่มหรือหากต้องการเก็งกำไรฝั่งซื้อ  อาจรอการอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,483-1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ เสี่ยงเก็งกำไรฝั่งขายหากเกิดการดีดตัวขึ้นไปใกล้บริเวณ 1,511  ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากสามารถยืนเหนือ 1,511  ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+)”ทรัมป์”จี้เฟดเร่งลดดอกเบี้ย หลังแบงก์ชาติอีก 3 แห่งลดดอกเบี้ยวันนี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ตามทันธนาคารกลางแห่งอื่นๆทั่วโลก  “พวกเขาต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้มากกว่านี้ และเร็วกว่านี้ และยุติมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณเดี๋ยวนี้ เราไม่สามารถรอได้อีกต่อไป โดยปัญหาของเราไม่ใช่จีน แต่เป็นเฟดที่เย่อหยิ่งเกินกว่าจะยอมรับความผิดพลาดของพวกเขาในการใช้มาตรการคุมเข้มเร็วเกินไป และมากเกินไป ซึ่งในวันนี้ มีธนาคารกลางอีก 3 แห่งที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย มันจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นถ้าเฟดมีความเข้าใจว่าเรากำลังแข่งขันกับประเทศอื่น” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) นักวิเคราะห์ฟันธงราคาทองยังคงสดใสในช่วง 12 เดือนข้างหน้า  นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยต่างๆทั่วโลกล้วนบ่งชี้ว่าราคาทองจะยังคงแข็งแกร่งในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า  “สถานการณ์ของโลกกำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลม ซึ่งทองก็ได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง, ดอลลาร์อ่อนค่า, มีความขัดแย้งทางการค้า รวมทั้งเกิดความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย” นายโฮวี ลี นักวิเคราะห์จากธนาคาร OCBC กล่าว  นายลีกล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงต่างๆกำลังผลักดันราคาทองให้พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี และทำให้นักลงทุนปรับพอร์ทโดยใช้กลยุทธ์หันเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะใกล้ ส่งผลให้กองทุนต่างๆหันเข้าซื้อทอง  นอกจากนี้ นายลียังกล่าวว่า ทองถือเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวโดดเด่นกว่าโลหะมีค่าประเภทอื่น เช่น โลหะเงิน หรือพลาตินั่ม เนื่องจากทองอยู่ในสถานะสินทรัพย์ที่ใช้ประกันความเสี่ยง 
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 22.45 จุด ขณะ S&P500 ปิดแดนบวกหลังนลท.ช้อนซื้อหุ้น  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (7 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ปิดขยับลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นปิดในแดนบวก หลังจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักในระหว่างวัน และจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้นในช่วงท้ายของการซื้อขาย หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงแรกและเป็นเหตุให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,007.07 จุด ลดลง 22.45 จุด หรือ -0.09% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,883.98 จุด เพิ่มขึ้น 2.21 จุด หรือ +0.08% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,862.83 จุด เพิ่มขึ้น 29.56 จุด หรือ +0.38%
  • (+) “แบงก์ ออฟ อเมริกา”คาดหยวนดิ่งทะลุ 7.5 เทียบดอลลาร์ หาก”ทรัมป์”รีดภาษีจีนสูงถึง 25%  แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ระบุว่า ค่าเงินหยวนอาจดิ่งลงทะลุระดับ 7.3 หยวนต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปีนี้ หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกเก็บภาษี 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ตามที่ได้ขู่ไว้ โดยอ่อนค่ามากกว่าระดับ 6.63 หยวนที่แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ก่อนหน้านี้  นอกจากนี้ ค่าเงินหยวนอาจทรุดตัวลงทะลุระดับ 7.5 หยวนต่อดอลลาร์ หากปธน.ทรัมป์เรียกเก็บภาษีสูงถึง 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์  แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากปธน.ทรัมป์เรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีน
  • (+/-) เงินปอนด์ร่วงเทียบดอลล์ เหตุวิตกผลกระทบ Brexit ไร้ข้อตกลง   เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการที่อังกฤษอาจแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีข้อตกลงในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ อันเนื่องมาจากความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน  เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2143 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2152 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.1214 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1200 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6767 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6756 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.09 เยน จากระดับ 106.53 เยน