ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 24, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

มีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซน 1,696-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนที่มีสถานะจำนวนมากจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงจากแรงขายและการแกว่งตัวของราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น หากราคายืนไม่ได้แนะนำแบ่งทองคำออกขาย

แนวรับ : 1,668 1,657 1,640 แนวต้าน : 1,700 1,716 1,733

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดดิ่งลงถึง 30.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า  ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 2.5 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 8.33 ล้านตำแหน่ง  นอกจากนี้ อัตราการว่างงานยังลดลงสู่ระดับ 13.3% ในเดือนพ.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 19.5%  ซึ่งก่อให้เกิดมุมมองเชิงบวกว่าตลาดแรงงานของสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 อาจผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปเรียบร้อยแล้ว  จึงกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง  จนหนุนดัชนีดาวโจนส์ให้ปิดพุ่งขึ้นกว่า 829 จุด หรือ +3.15% พร้อมกับเกิดแรงเทขายทองคำซึ่งอยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยออกมา  นอกจากนี้นักลงทุนยังได้เทขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  จนหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวสู่ระดับ 0.927% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสกุลเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าและกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม   ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนักจนแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,668.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่จะเกิดแรงซื้อ(Buy the dip)เข้ามาหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดบริเวณ 1,684.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงในวันศุกร์จำนวน -4.10 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,696-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นยังคงมีแรงขายออกมา อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับ 1,668-1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าราคายังมีโอกาสดีดตัวขึ้นช่วงสั้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะขายหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,696-1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,716 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระดับสูงสุดของวันศุกร์) แล้วเข้าซื้อคืนหากสามารถยืนเหนือ 1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปที่แนวรับถัดไป 1,657 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเล็งขึ้นบัญชีดำเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติ ฐานละเมิดคว่ำบาตรเวเนซุเอลา  สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันของต่างชาติเพิ่มเติมอีกหลายสิบลำที่ละเมิดข้อห้ามทำการค้ากับรัฐบาลเวเนซุเอลา ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดของสหรัฐที่จะตัดช่องทางการหารายได้ของรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรแห่งเวเนซุเอลา  เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า สหรัฐอาจจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันของต่างชาติในเร็วๆ นี้ และอาจกำหนดระยะเวลาคว่ำบาตรที่ยาวนานขึ้น หากยังคงมีการดำเนินกิจกรรมการค้าที่เป็นการละเมิดข้อห้ามของสหรัฐ  ทั้งนี้ แหล่งข่าววงการเดินเรือเปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อเช้าวานนี้ (5 มิ.ย.) ว่า สหรัฐอาจคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 40 ลำในเร็วๆ นี้ แม้คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่ได้สรุปการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวก็ตาม
  • (-) สหรัฐล้มแผนแบนสายการบินจีนแล้ว แต่จำกัดเพียงแค่ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์  รัฐบาลสหรัฐประกาศยกเลิกแผนห้ามสายการบินจีนเดินทางเข้าสหรัฐแล้ว หลังจากจีนยินยอมให้สายการบินต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้  อย่างไรก็ตาม กระทรวงการขนส่งของสหรัฐประกาศมาตรการใหม่ในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) ซึ่งระบุว่า สายการบินของจีนสามารถให้บริการเที่ยวบินไปยังสหรัฐได้เพียง 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ 
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.ซื้อรับตัวเลขจ้างงานพุ่ง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (5 มิ.ย.) โดยนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ หลังจากที่มีการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนพ.ค.  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.27% สู่ระดับ 96.9360  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.60 เยน จากระดับ 109.12 เยน และดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9621 ฟรังก์ จากระดับ 0.9550 ฟรังก์ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3432 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3505 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1294 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1347 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าแตะที่ระดับ 1.2670 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2612 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าสู่ระดับ 0.6967 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6937 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 829.16 จุด ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐแกร่งเกินคาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทะลุแนว 27,000 จุดเมื่อคืนนี้ (5 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งทะยานขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ WTI ก่อนการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสในวันเสาร์นี้ (6 มิ.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดการผลิตน้ำมัน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,110.98 จุด เพิ่มขึ้น 829.16 จุด หรือ +3.15%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,193.93 จุด เพิ่มขึ้น 81.58 จุด หรือ +2.62% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,814.08 จุด เพิ่มขึ้น 198.27 จุด หรือ +2.06%  ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 6.8%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 4.9% และดัชนี Nasdaq บวกขึ้น 3.3%
  • (-) บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัวทะลุ 0.9% ตอบรับจ้างงานแกร่งเกินคาด  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวทะลุ 0.9% ในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด  ณ เวลา 21.20 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.927% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีได้พุ่งขึ้นราว 0.30% ในสัปดาห์นี้ ทำสถิติเป็นสัปดาห์ที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.  ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.746% ในวันนี้
  • (-) สหรัฐเผยจ้างงานพุ่ง,อัตราว่างงานร่วงในเดือนพ.ค. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 2.5 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 8.33 ล้านตำแหน่ง  นอกจากนี้ อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 13.3% ในเดือนพ.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 19.5%