เสาร์. พ.ย. 23rd, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 พ.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,458 1,447 1,436

แนวต้าน : 1,473 1,480 1,494

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  สัญญาณความขัดแย้งกันเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าจีนและสหรัฐ บั่นทอนความคาดหวังการยุติสงครามการค้า ทั้งนี้ รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวของสื่อมวลชน ระบุว่า แผนยกเลิกภาษีเผชิญการคัดค้านภายในทำเนียบขาวและจากที่ปรึกษาภายนอก ขณะที่นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าทำเนียบขาว ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตกลงยกเลิกภาษีที่มีอยู่แล้วใดๆ โดยบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถตัดสินใจได้คือ ปธน.ทรัมป์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ปรับตัวลดลงในช่วงบ่ายวันนี้ ส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐมีแนวโน้มเปิดตลาดด้วยการอ่อนตัวลง ซึ่งกระตุ้นให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงมีท่าทีระมัดระวังเนื่องจากประเด็นสงครามการค้ายังมีการเปลี่ยนแปลงไปมา แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น โดยราคายังคงแกว่งอ่อนตัวลงในกรอบ หากราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าไม่สามารถยืนเหนือได้อาจเห็นการอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,460-1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดน่าเข้าซื้อเพื่อทำกำไร แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่ไม่อยากรับความเสี่ยงมากนักให้ชะลอการเข้าซื้อออกไป

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,460-1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น มีโอกาสทดสอบแนวต้านอีกครั้ง

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยลดสถานะลงบริเวณแนวต้าน 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดู หากยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ ให้รอปิดสถานะในบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position ปิดสถานะบางส่วนหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,460-1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอขายใหม่บริเวณแนวต้าน 1,473 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ โซนดังกล่าวให้ชะลอการทำกำไรออกไป

Open New ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น หรือเปิดสถานะขายบริเวณแนวต้าน 1,473-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (นักลงทุนฝั่งขายตัดขาดทุนหากผ่านโซน 1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์) สำหรับการเข้าซื้ออาจใช้แนวรับ 1,460-1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (สถานะซื้อตัดขาดทุนหากหลุด 1,458 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) การส่งออกของเยอรมนีปรับขึ้นมากกว่าที่คาดในก.ย. ข้อมูลแสดงวันนี้ว่า การส่งออกของเยอรมนีปรับขึ้นมากกว่าที่คาดในเดือนก.ย. ซึ่งสร้างความผ่อนคลายบางส่วนท่ามกลางความกังวลในวงกว้างว่าเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของยุโรปจะก้าวสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 3  สำนักงานสถิติรัฐบาลกลางเยอรมนีระบุว่า การส่งออกที่ได้รับการทบทวนปรับตามฤดูกาลปรับขึ้น 1.5% ในเดือนก.ย. ขณะที่ การนำเข้าปรับขึ้น 1.3% ยอดเกินดุลการค้ากว้างขึ้นสู่ 1.92 หมื่นล้านยูโรจากการทบทวนปรับขึ้นที่ 1.87 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการส่งออกจะปรับขึ้น 0.4% และการนำเข้าทรงตัว ยอดเกินดุลการค้าได้รับคาดหมายว่าจะปรับสู่ 1.81 หมื่นล้านยูโร
  • (-) ดอลลาร์มีแนวโน้มปรับขึ้นรายสัปดาห์จากความหวังเรื่องการเจรจาการค้า แต่ยังมีความไม่แน่นอน เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและจีนระบุว่า จีนและสหรัฐตกลงลดภาษีต่อสินค้าของอีกฝ่ายในข้อตกลงการค้า “ระยะที่ 1” หากข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์ ทัศนะมีแนวโน้มจะยังคงสนับสนุนสำหรับดอลลาร์สหรัฐ, หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เนื่องจากการผ่อนคลายในสงครามการค้าสหรัฐ-จีนขจัดความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก นายสึโทมุ โซมะ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายจัดการปัญหาตราสารหนี้ของบริษัท SBI Securities Co ณ กรุงโตเกียวระบุว่า “แนวโน้มโดยรวมคือเกิดความต้องการเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อดอลลาร์และลบต่อเยน”  “เราจะเห็นสิ่งนี้ในตลาดอื่นๆ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่หุ้นแข็งแกร่งมาก เรายังจำเป็นต้องหาคำตอบว่าสหรัฐและจีนจะลงนามข้อตกลงการค้านี้เมื่อไหร่ แต่ทัศนะจนถึงขณะนี้ยังหนุนตลาดต่างๆ”  ความคืบหน้าแก้ปัญหาสงครามการค้าหนุนสกุลเงินหยวนของจีนเช่นกัน ในตลาดออนชอร์ หยวนซื้อขายที่ 6.9788 หยวนต่อดอลลาร์และมีแนวโน้มปรับขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 จะเป็นการปรับขึ้นยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.
  • (-) ยอดส่งออกจีนเดือนต.ค.ลดลง 0.9% ส่วนนำเข้าลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การส่งออกของจีนในเดือน ต.ค.ปรับลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังนักลงทุนได้ตั้งความหวังกับการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน ที่คาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงทางการค้าในเฟสที่หนึ่งเดือนหน้า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกของจีนลดลงน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ มาจากการปรับปรุงการส่งออกที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับบริษัทต่างๆที่กำลังถูกบีบด้วยกำไรที่ลดลงท่ามกลางภาวะเงินฝืดจากโรงงาน โดยนางเบ็ตตี้ หวัง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แบงกิ้งกรุ๊ป เผยว่าการนำเข้าที่ดีขึ้นเล็กน้อยของจีนในเดือน ต.ค.เป็นผลมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากจีน และ สหรัฐฯสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าในเฟสที่1 ได้ ก็มีแนวโน้มที่การส่งออกของจีนจะฟื้นฟูในระยะยาว
  • (+/-) ‘ม็อบฮ่องกง’ ประกาศเดินเกมส์เข้มข้น พรุ่งนี้  ผู้ชุมนุมฮ่องกง เตรียมประท้วงเข้มข้นต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้ หวั่นรุนแรงหลังนักศึกษาที่ร่วมประท้วงเสียชีวิต ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ไทย เตือนเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมที่จะมีขึ้นวันที่ 8 – 11 พ.ย. นี้ ชาวฮ่องกงเตรียมประท้วงต่อในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และมีความหวั่นวิตกว่า สถานการณ์ประท้วงจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ นายโจว ซี ลก นักศึกษาปี 2 ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกงเสียชีวิต  นายโจว เป็นนักศึกษาปีที่ 2 คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ และตกจากอาคารที่จอดรถย่านซึง กวาน โอ จากชั้นที่ 3 ลงมาที่ชั้น 2 ในขณะที่เข้าร่วมการประท้วง และตำรวจได้สลายการชุมนุมด้วยการใช้ก๊าซน้ำตา  นอกจากนี้ การประท้วงที่ยืดเยื้อยังทำให้แนวโน้มการจัดการเลือกตั้งสภาเขตในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 24 พ.ย.นี้ มีความไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน
  • (+/-) ครบรอบสามปี ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง กับ มรสุม ‘ไต่สวนขอถอดถอน’  วันศุกร์ที่จะถึงนี้ จะครบรอบสามปี วันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่การเมืองอเมริกันถึงจุดเข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี  ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังเผชิญหน้ากับ การตรวจสอบเพื่อขอถอดถอนตน โดยฝ่ายเดโมแครตที่คุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็กำลังเตรียมตัวลงแข่งเป็นประธานาธิบดีอเมริกันอีกสมัยหนึ่ง หัวใจสำคัญของการไต่สวน ของฝ่ายเดโมแครต อยู่ที่ บทบาทของทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขอให้ยูเครน ขุดคุ้ยข้อมูลที่อาจให้ร้ายกับ อดีตรอ ประธานาธิบดี โจ ไบเด้น และลูกชาย นายฮันเตอร์ ไบเด้นที่เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจพลังงาน ในยูเครน หากพิจารณาว่า โจ ไบเด้น คือตัวเก็งคนหนึ่ง ที่อาจได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในการลงเลือกตั้งแข่งกับทรัมป์ปีหน้า การไต่สวนขอถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ ครั้งนี้ จึงผูกพัน อย่างยิ่งกับการชิงชัยเพื่อ ครองทำเนียบขาว ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ขณะนี้ ความนิยมในตัวประธานาธิบดี ทรัมป์ อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 40 เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำ สำหรับประธานาธิบดีอเมริกันที่เผชิญศึกเลือกตั้งและศึกไต่สวนขอถอดถอน