ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเสี่ยงเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,706-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แบ่งขายทำกำไรหากไม่ผ่าน 1,726-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

แนวรับ : 1,703 1,690 1,675 แนวต้าน : 1,728 1,739 1,747

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 30.60  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ -1.8% โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังจำนวนชาวอเมริกันผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานแตะ 3.17 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.05 ล้านราย  บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังไม่ฟื้น แม้หลายส่วนของประเทศเริ่มกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง  นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รัแบรงกดดันเพิ่มจากการแข็งค่าของเงินปอนด์หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และคงวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเมื่อวานนี้  ประกอบกับความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการทรุดตัวของตลาดแรงงานส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจึงส่งผลกดดันบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีให้ร่วงลงต่ำกว่า 0.7% จึงเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์และหนุนราคาทองคำเพิ่มเติม  ปัจจัยที่กล่าวมาหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดบริเวณ 1,722.69 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้จับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรคาดจะดิ่งลง 22 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย.ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1939 ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16% ในเดือนเม.ย. ทั้งนี้  การเปิดเผยตัวเลขอาจสร้างผันผวนให้กับราคาทองคำได้จึงแนะนำนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

จจัยทางเทคนิค :

แม้จะมีแรงซื้อให้ราคาดีดตัวขึ้นแต่ยังคงเห็นแรงขายกดดันอย่างต่อเนื่อง หากการดีดตัวของราคายังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านระดับ 1,726-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดแรงขายกดดันให้ปรับตัวลงสู่ระดับ 1,706-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เบื้องต้นประเมินการเคลื่อนไหวของราคาในแบบของการทรงตัวรักษาระดับไว้เพื่อสะสมแรงซื้อ

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อหากราคาทองคำไม่หลุด 1,706-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามลดพอร์ตการลงทุนหากราคาหลุด 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยอาจแบ่งปิดสถานะทำกำไรในบริเวณ 1,726-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์หากราคายังยืนได้ไม่แข็งแกร่ง เพื่อรอซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัวลง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดจากพิษโควิด  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 3.17 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.05 ล้านราย  ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานโดยรวมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 33.5 ล้านรายในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่สหรัฐประกาศล็อกดาวน์ในรัฐต่างๆในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • (+) ทำเนียบขาวเผยผู้ช่วยส่วนตัวของ”ทรัมป์”ติดเชื้อโควิด-19  ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ผู้ช่วยส่วนตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวก แต่ผลการตรวจปธน.ทรัมป์ และนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่พบการติดเชื้อแต่อย่างใด  ผู้ช่วยดังกล่าว ซึ่งเป็นชาย และเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐ ถือเป็นคนใกล้ชิดของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากเขาจะต้องดูแลเรื่องการแต่งกายให้กับปธน.ทรัมป์ รวมทั้งเรื่องส่วนตัวอื่นๆ
  • (+) ดอลล์อ่อนหลังสหรัฐเผยตัวเลขผู้ว่างงานพุ่ง เงินปอนด์แข็งรับ BoE ตรึงดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เงินปอนด์ดีดตัวขึ้นหลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และคงวงเงินในการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเมื่อวานนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9733 ฟรังก์ จากระดับ 0.9749 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3991 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4121 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 106.29 เยน จากระดับ 106.07 เยน  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2357 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2344 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.0825 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0803 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6486 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6415 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) FDA ไฟเขียว Moderna ทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ในเฟส 2  ราคาหุ้นของบริษัท Moderna พุ่งขึ้นกว่า 10% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในวันนี้ หลังจากที่ทางบริษัทได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ในการทดลองวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเฟส 2  Moderna ระบุว่า บริษัทจะเริ่มทำการทดลองวัคซีนในเฟส 2 กับอาสาสมัครจำนวน 600 รายในไม่ช้า และหวังว่าจะเริ่มทดลองในเฟส 3 ได้ในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งจะทำให้ทางบริษัทมีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติในการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างเร็วสุดปีหน้า
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 211.25 จุด รับแรงซื้อหุ้นแบงก์,พลังงาน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (7 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากค่าสเปรดระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีและ 10 ปีขยายกว้างขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเทคโนโลยี โดยแรงซื้อที่ส่งเข้าหนุนหุ้นเหล่านี้ได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากรายงานตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐที่สูงเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,875.89 จุด เพิ่มขึ้น 211.25 จุด หรือ +0.89% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,881.19 จุด เพิ่มขึ้น 32.77 จุด หรือ +1.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,979.66 จุด เพิ่มขึ้น 125.27 จุด หรือ +1.41%
  • (+/-) IMF ไฟเขียวเงินกู้ฉุกเฉิน 1.8 หมื่นล้านดอลล์สำหรับ 50 ประเทศรับมือโควิด  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า ทางกองทุนได้ให้การอนุมัติคำขอเงินกู้ฉุกเฉินวงเงินราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับสมาชิก 50 ประเทศ จากจำนวนทั้งหมด 189 ประเทศ เพื่อรับมือผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  IMF ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อพิจารณาคำขอของประเทศที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาคำขอของศรีลังกา แอฟริกาใต้ และแซมเบีย