จันทร์. ธ.ค. 9th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 ต.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,483 1,474 1,464

แนวต้าน : 1,505 1,520 1,535

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าจีน-สหรัฐ  ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อราคาอ่อนตัวลงเพื่อป้องกันความเสี่ยง หลังจากสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานของรัฐบาลจีน 28 แห่งจากการปฏิบัติของจีนต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ขณะที่นายเกิ่ง ส่วง (Geng Shuang) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า “จีนจะยังคงดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ สหรัฐฯควรแก้ไขวิธีการที่ผิดและหยุดแทรกแซงกิจการของจีน” สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าระดับรัฐมนตรีของ 2 ประเทศในวันที่ 10-11 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าหากราคาขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน แต่ยังไม่สามารถผ่านไปได้ยังคงต้องระมัดระวังแรงขาย โดยแนะนำนักลงทุนอาจแบ่งทองคำออกขายบางส่วนบริเวณแนวต้าน 1,505-1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่งราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวลงเพื่อสร้างฐานของราคา ซึ่งแนะนำนักลงทุนสามารถรอเข้าซื้อคืนเมื่อราคามีการย่อตัว โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,486-1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แล้วรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: คาดการณ์ว่าระยะสั้นราคามีการเคลื่อนไหวในกรอบในทิศทางอ่อนตัวลง หากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,505-1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเห็นแรงขายทำกำไรกลับเข้ามา และทำให้ราคาทองคำมีโอกาสอ่อนตัวลงกลับขึ้นไปทดสอบแนวรับโซน 1,486-1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำดีดตัวกลับไปทดสอบแนวต้าน 1,505-1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำหลุดจากแนวรับ 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ลดสถานะซื้อลง

Short Position จับตามองบริเวณแนวรับโซน 1,486-1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากมีการย่อตัวลงมาและราคาทองคำไม่หลุดจากระดับดังกล่าว หากรับความเสี่ยงได้น้อยแนะนำให้ทยอยปิดสถานะทำกำไร

Open New หาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,505-1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และรอเข้าซื้อคืนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น เมื่อราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซน 1,486-1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมันปรับขึ้นในส.ค.สวนทางคาดการณ์  ข้อมูลแสดงวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีปรับขึ้นอย่างไม่คาดหมายในเดือนส.ค. ซึ่งสร้างความหวังว่า การหดตัวที่คาดหมายในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ในไตรมาส 3 จะไม่รุนแรงมากนัก  ตัวเลขที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแสดงว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับขึ้น 0.3% ในเดือนดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับคาดการณ์ถึงการปรับลง 0.1%  กระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีระบุว่า การปรับขึ้นนี้ได้รับการขับเคลื่อนจากแรงกระตุ้นเชิงบวกจากการผลิตของสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน  ตัวเลของเดือนก.ค.ได้รับการทบทวนปรับขึ้นสู่การร่วงลง 0.4% จากการปรับลงที่ 0.6% ของรายงานก่อนหน้า
  • (-) ธนาคารโลกชี้ธปท.มีขอบเขตจำกัดในการควบคุมเงินบาท  ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีขอบเขตจำกัดในการรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาท แต่การปรับขึ้นของเงินบาทเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย  นางเบอร์จิท ฮานส์ล ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยระบุในการให้สัมภาษณ์ เมื่อวานนี้ว่า “แนวโน้มต่างๆที่ขับเคลื่อนการแข็งค่าของเงินบาทไม่ง่ายที่จะรับมือด้วยนโยบายของธนาคารกลาง การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์โลก โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิดกว้างมี “ความสามารถจำกัด” ในการเปลี่ยนแปลง  เงินบาทกลายเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนบางส่วน โดยได้แรงหนุนจากยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ เงินบาทพุ่งขึ้นเกือบ 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งดีที่สุดในเอเชีย ทำให้เกิดการชะลอตัวในเศรษฐกิจไทยที่นำโดยการค้าด้วยการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก  นางฮานส์ลกล่าวว่า ความยืดหยุ่นของเงินบาทเป็น “ดาบสองคม” แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับสูงสำคัญมากกว่าสำหรับนักลงทุนระยะยาว  “ในประเด็นดังกล่าวเงินบาทคือสัญญาณอันดี นักลงทุนมองว่า ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย”  ธปท.ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า การเก็งกำไรต่อเงินบาทลดลง หลังการลดดอกเบี้ยและการดำเนินการควบคุมการไหลเข้าบางส่วน
  • (-) การใช้จ่ายผู้บริโภคใน“Golden Week”ของจีนช่วยคลายกังวลทางเศรษฐกิจ  การใช้จ่ายด้านสินค้าค้าปลีกและการรับประทานอาหารในช่วงวันหยุดยาวของจีน กลับสู่การขยายตัวในปีนี้ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับอ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ  วันหยุด “Golden Week” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันชาติจีนเมื่อวันที่ 1 ต.ค. และสิ้นสุดลงเมื่อวานนี้ แสดงภาพรวมที่สำคัญของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจีนและรสนิยมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของพวกเขา  สื่อมวลชนรายงานอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนว่า รายได้โดยรวมจากภาคค้าปลีกและอาหารระหว่างช่วงดังกล่าวปรับขึ้น 8.5% จากปีก่อนหน้า สู่ 1.52 ล้านล้านหยวน (2.126 แสนล้านดอลลาร์) จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของสินค้าขนาดใหญ่ในครัวเรือนและการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและบันเทิง  นั่นเทียบกับการปรับลง 6.7% ของวันหยุดวันชาติปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับลงครั้งเดียวนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นอย่างน้อยเมื่อข้อมูลได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณชน  อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของปีนี้ยังคงอยู่ในระดับเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นเป็นเลข 2 หลักเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในปีก่อนๆ
  • (+/-) สื่อเผยรัฐบาลอังกฤษเล็งผลักดันการเจรจา Brexit ให้จบในสัปดาห์นี้  นิตยสาร Spectator รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากรัฐบาลอังกฤษว่า รัฐบาลอังกฤษกำลังเตรียมการเพื่อผลักดันให้การเจรจาประเด็นแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) จบลงในสัปดาห์นี้  อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายลีโอ วาราดคาร์ นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ ยังไม่ต้องการเจรจาเรื่องดังกล่าว และมีแนวโน้มว่า นายเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จะไม่ช่วยผลักดันเรื่อง Brexit จนกว่าทางไอร์แลนด์จะพร้อม  โฆษกของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า สหภาพยุโรป (EU) จะต้องประนีประนอมต่ออังกฤษในระดับที่อังกฤษให้การประนีประนอมต่อ EU เพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลง Brexit   โฆษกระบุว่า นายบอริสเชื่อว่ายังคงมีโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะทำข้อตกลง แต่ EU จะต้องเข้าใจว่า ประเด็น backstop จะต้องถูกยกเลิกเพื่อให้มีการบรรลุข้อตกลง