ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 8 ก.ย.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

กองทุน SPDRขายทองคำ 1.46 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สัปดาห์นี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,920-1,950 ดอลลาร์

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำ Spotปรับขึ้นแตะ 1,992 ดอลลาร์เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงว่าเฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยจะใช้นโยบายการเงินเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยส่งผลให้เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำต่อไปอีกหลายปีแต่ในช่วงปลายสัปดาห์มีแรงเทขายทองคำ เนื่องจากเงินดอลลาร์แข็งค่าและตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้นแรงสำหรับการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 1.371 ล้านตำแหน่ง ใกล้เคียงกับตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 1.385 ล้านตำแหน่ง แต่อัตราการว่างงานเดือนส.ค.ลดลงสู่ระดับ8.4% ต่ำกว่าตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ9.8% ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ 1.46 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ในระยะสั้นคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,920-1,950 ดอลลาร์ โดยมีแนวต้าน 1,950 ดอลลาร์ และแนวต้านถัดไป 1,973 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,920 ดอลลาร์และ1,900 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,927.94-4.861,920/1,9001,950/1,973

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,650-5028,500/28,25028,850/29,150

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,900-5028,700/28,43029,050/29,330

แนะนำซื้อเมื่อราคาทองคำ Spot ปรับลงมาที่1,920ดอลลาร์ (GF28,700บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,910ดอลลาร์ (GF 28,550 บาท)

การลงทุนในทองแท่ง แนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,920 และ 1,900 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,932.30-2.501,920/1,9001,950/1,973

แนะนำซื้อเมื่อราคาGOU20ปรับลงมาที่1,920ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,910ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดทรงตัวโดยมีปัจจัยที่มีผลต่อเงินบาทสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป เงินดอลลาร์สหรัฐ และปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่ง USD Futures เดือนก.ย.63คาดจะมีแนวรับที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 31.48 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ:ดอลล์อ่อนค่าเล็กน้อยหลังสหรัฐเผยข้อมูลจ้างงานเพิ่มเกินคาด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลจ้างงานในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค.    ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินลดลง 0.02% แตะที่ 92.7188 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดลบ $3.5 นลท.ขายหลังสหรัฐเผยข้อมูลจ้างงานแกร่ง

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยออกมาหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรแข็งแกร่งเกินคาดสัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.5 ดอลลาร์หรือ 0.18% ปิดที่ 1,934.3 ดอลลาร์/ออนซ์และปรับตัวลง 2.1% ในรอบสัปดาห์นี้สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 16.3 เซนต์หรือ 0.61% ปิดที่ 26.712 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดร่วง $1.6 หลุดระดับ 40 ดอลล์ในรอบ 2 เดือน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 ก.ย.) โดยปิดต่ำกว่าระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค. เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายสัญญาน้ำมันดิบออกมาท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์น้ำมัน, การร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐและการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนต.ค. ร่วงลง 1.6 ดอลลาร์หรือ 3.9% ปิดที่ 39.77 ดอลลาร์/บาร์เรลและปิดร่วงลงเกือบ 7.5% ในรอบสัปดาห์นี้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ร่วงลง 1.41 ดอลลาร์หรือ 3.2% ปิดที่ 42.66 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. และปิดร่วงลง 6.9% ในรอบสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดลบ 159.42 จุดนลท.ยังเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงต่อเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมาท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างอ่อนแอแต่ดัชนีหุ้นลดช่วงติดลบลงได้บางส่วนก่อนปิดตลาดขณะที่การซื้อขายยังคงเป็นไปอย่างผันผวนดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,133.31 จุดลดลง 159.42 จุดหรือ -0.56%, ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,426.96 จุดลดลง 28.10 จุดหรือ -0.81% และดัชนีNasdaq ปิดที่ 11,313.13 จุดลดลง 144.97 จุดหรือ -1.27%    ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีดาวโจนส์ร่วง 1.82%, ดัชนีS&P500 ร่วง 2.31% หลังปรับตัวขึ้น 5 สัปดาห์ติดต่อกันและดัชนีNasdaq ร่วงลง 3.27% โดยร่วงลง 2 วันติดต่อกันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.

“ทรัมป์” ขู่ตัดงบเมืองที่ไม่ควบคุมปชช.ทำผิดกฎหมายหลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐลงนามในบันทึกคำสั่งล่าสุดโดยระบุว่าเขาจะตัดงบสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสำหรับเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้แก่ซีแอตเติลพอร์ทแลนด์นิวยอร์กและวอชิงตันบันทึกดังกล่าวระบุให้นายวิลเลียมบาร์อัยการสูงสุดรวบรวมรายชื่อพื้นที่ที่ขัดคำสั่งรัฐบาลซึ่งยอมให้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินเพื่อต่อต้านรวมทั้งปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามมาตรการที่ชอบด้วยเหตุผลเพื่อนำความเป็นระเบียบร้อยกลับคืนมานอกจากนี้ในบันทึกยังสั่งให้นายรัสเซลล์วอทผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณประจำทำเนียบขาวออกแนวทางปฏิบัติภายใน30วันเพื่อแจ้งไปยังหัวหน้าหน่วยงานต่างๆให้กวดขันการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดมิเช่นนั้นพื้นที่ที่ขัดคำสั่งรัฐบาลจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางทางด้านนายแอนดรูว์คูโอโมผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กทวีตข้อความว่าปธน.ทรัมป์พยายามตัดงบประมาณที่ให้กับรัฐและเมืองต่างๆซึ่งงบประมาณเหล่านี้มีความจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด-19

โพลหลายสำนักชี้ “ไบเดน” ยังมีคะแนนนำแต่ “ทรัมป์” ตีตื้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สื่อต่างประเทศรายงานว่านายโจไบเดนยังคงมีคะแนนนิยมแซงหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ในผลสำรวจส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย.นี้แต่คะแนนนำของนายไบเดนลดลงหลังจากผ่านพ้นการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันในเดือนส.ค.ที่ผ่านมาผลสำรวจของFiveThirtyEightบ่งชี้ว่านายไบเดนมีคะแนนนิยมแซงหน้าปธน.ทรัมป์7.5จุดลดลงจากมากกว่า9จุดก่อนการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันเมื่อวันที่24ส.ค.   ผลสำรวจของRealClearPolitics (RPC) บ่งชี้ว่านายไบเดนมีคะแนนนิยมแซงหน้าปธน.ทรัมป์7.5จุดเช่นกันโดยไบเดนมีคะแนนสนับสนุน49.7%ขณะที่ปธน.ทรัมป์ได้คะแนน42.2%ซึ่งคะแนนนำของไบเดนได้ลดลงจากมากกว่า10จุดของช่วงปลายเดือนมิ.ย.ผลสำรวจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากปธน.ทรัมป์และนายไบเดนเพิ่มความพยายามรณรงค์หาเสียงโดยโจมตีกันและกันเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ต่างๆของสหรัฐในปีนี้ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันผลสำรวจออนไลน์ของรอยเตอร์ที่สอบถามผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน1,335คนเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาพบว่านายไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์7จุดโดยไบเดนมีคะแนนสนับสนุน47%ขณะที่ทรัมป์ได้คะแนนสนับสนุน40%ผลสำรวจจากกรินเนลล์คอลเลจและเซลเซอร์แอนด์โคจากการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน827คนในช่วงวันพุธที่แล้วถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมาระบุว่าไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์49%ต่อ41%ผลสำรวจของยูเอสเอทูเดย์/ซัฟฟอล์คยูนิเวอร์ซิตีระบุว่าไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์7จุดโดยอยู่ที่50%ต่อ43%โดยผลสำรวจดังกล่าวได้จากการสอบถามผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง1,000คนระหว่างวันศุกร์ถึงวันจันทร์ที่ผ่านมาโดยคะแนนนำของนายไบเดนลดลงจาก12จุดจากผลสำรวจในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาส่วนผลสำรวจล่าสุดของมอนเมาธ์ยูนิเวอร์ซิตีในการสอบถามทางโทรศัพท์กับผู้มีสิทธิลงคะแนนในรัฐเพนซิลเวเนียเมื่อวันศุกร์ถึงวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่าไบเดนนำทรัมป์แค่4จุดโดยอยู่ที่49%ต่อ45%โดยคะแนนนำของไบเดนลดลงอย่างมากจาก13จุดในผลสำรวจเมื่อเดือนก.ค.       ทั้งนี้คะแนนนำที่ลดลงของนายไบเดนทำให้พรรคเดโมแครตกังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี2559เมื่อนางฮิลลารีคลินตันชนะคะแนนสนับสนุนจากประชาชน (popular vote) แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับทรัมป์จากคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งElectoral College ในรัฐที่มีคะแนนสูสีกัน

เฟดเผยBeige Book ชี้ศก.สหรัฐขยายตัวเล็กน้อย-ผลกระทบโควิดไม่แน่นอน

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ “Beige Book” เมื่อวานนี้โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียงเล็กน้อยในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบของโรคโควิด-19ที่มีต่อผู้บริโภคและกิจกรรมในภาคธุรกิจ      “กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเขตส่วนใหญ่มีการขยายตัวแต่โดยทั่วไปแล้วเป็นการขยายตัวเพียงเล็กน้อยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนที่โรคโควิด-19แพร่ระบาด” เฟดระบุในรายงานBeige Book ซึ่งเป็นรายงานสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากเฟดทั้ง12เขตจนถึงวันที่24ส.ค.ที่ผ่านมารายงานระบุว่า “เศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนและความผันผวนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19และผลกระทบด้านลบของการแพร่ระบาดที่มีต่อผู้บริโภคและกิจกรรมในภาคธุรกิจนั้นเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ”   นอกจากนี้รายงานของเฟดยังระบุด้วยว่าตลาดแรงงานยังคงผันผวนโดยบางเขตมีการจ้างงานในอัตราที่ชะลอตัวลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการขณะเดียวกันพนักงานที่เคยถูกพักงานก่อนหน้านี้ก็ถูกให้ออกจากงานเป็นการถาวรเนื่องจากอุปสงค์ยังคงอ่อนแอทั้งนี้การเผยแพร่รายงานBeige Book มีขึ้นก่อนที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) จะจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่15-16ก.ย.นี้รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับที่นายเจอโรมพาวเวลประธานเฟดได้แสดงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19เริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากส่วนการที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้รวดเร็วเพียงใดนั้นจะขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและความพยายามของรัฐบาลในการใช้มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ