วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ส.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,474 1,463 1,456

แนวต้าน : 1,496 1,512 1,521

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ในวันนี้ ส่งผลเชิงบวกต่อความต้องการซื้อทองคำในอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคทองคำอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ทั้งนี้ อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรลง 0.35% สู่ระดับ 5.4% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2010 นอกจากนี้ ราคาทองคำในประเทศได้รับแรงหนุนจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย สร้างความประหลาดใจในการประชุมวันนี้ ด้วยการลงมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จาก 1.75% ลงสู่ระดับ 1.50% อย่างไรก็ดี ราคาทองคำโลกมีแรงขายสลับออกมาเมื่อราคาขยับขึ้น หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ยืนยันว่าจะไม่ใช้เงินหยวนทำสงครามการค้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปขยับขึ้น เช่นเดียวกันกับดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าที่ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งกระตุ้นแรงขายทำกำไรทองคำสลับออกมา แต่ราคายังสามารถทรงตัวรักษาระดับไว้ได้ เบื้องต้นแนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำอ่อนตัวลงมา  เพราะหากมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาไว้จนสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,474-1,463 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ประเมินว่าราคาทองคำอาจมีการขยับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ  1,496-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้จะเกิดการย่อตัวลงมาเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,474-1,463 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ น่าจะเห็นการดีดตัวของราคาขึ้นได้ โดยประเมินแนวต้านที่ 1,496-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้ จะเห็นการย่อลงตัวมาอีกเพื่อสร้างฐานของราคา

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วนถ้าราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน 1,496-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แต่ถ้าฝ่าไปได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านถัดไป 1,254 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position แบ่งปิดสถานะทำกำไรหากราคาทองคำอ่อนตัวทดสอบแนวรับ 1,474 ดอลาร์ต่อออนซ์ โดยถือต่อไปหากราคาทองคำหลุดโซนแนวรับ 1,463 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำให้รอเปิดสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงหรือบริเวณแนวรับ 1,474-1,463 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,496-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาปรับตัวลงแรงและหลุดแนวรับที่ 1,463ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำชะลอการเข้าซื้อออกไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) บอร์ด กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาที่ 1.50% สวนทางตลาดคาดการณ์  ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ และต่ำกว่าศักยภาพ โดยการส่งออกหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้
  • (+) แบงก์ชาติอินเดียประกาศลดดอกเบี้ย 0.35% ขณะหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้,ปีหน้า  ธนาคารกลางอินเดียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.35% สู่ระดับ 5.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2553  ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดียมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอินเดีย (MPC) ได้ทบทวนนโยบายการเงินรายสองเดือนครั้งที่สาม  ในการประชุมครั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดียได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงในช่วงปี 2562-2563 ลงสู่ระดับ 6.9% จากระดับ 7%   นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ จะอยู่ที่ระดับ 3.1% ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2563 นั้น คาดว่าดัชนี CPI จะอยู่ในกรอบ 3.5-3.7%
  • (+) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 8.88 จุด ท่ามกลางสงครามการค้า-สกุลเงิน  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้อ่อนตัวลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามการค้าและสกุลเงินระหว่างจีนและสหรัฐ  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตอ่อนตัวลง 8.88 จุด หรือ 0.32% ปิดที่ 2,768.68 จุด  
  • (-) สนง.สถิติเยอรมนีเผยการผลิตอุตสาหกรรมร่วงเกินคาดในเดือนมิ.ย.  สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับคาดการณ์ เนื่องจากการผลิตสินค้าประเภททุนปรับตัวลดลง   รายงานระบุว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีในเดือนมิ.ย.ปรับตัวลง 1.5% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.4%  ก่อนหน้านี้ ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเยอรมนี ปรับตัวลงสู่ระดับ 43.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลางปี 2555 จากระดับ 45.0 ในเดือนมิ.ย.  ดัชนี PMI ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของเยอรมนียังคงเผชิญภาวะหดตัว โดยเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการจ้างงาน และคำสั่งซื้อใหม่ ส่วนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2555
  • (-) นักเศรษฐศาสตร์คาดเยอรมนียังมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงขาลงแม้ข้อมูลคำสั่งซื้อภาคอุตฯแข็งแกร่ง  นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของเยอรมนีระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนียังคงอ่อนแอแม้มีข้อมูลเชิงบวกเล็กน้อยที่เผยแพร่เมื่อวานนี้  ยอดคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมเยอรมันสำหรับเดือนมิ.ย.อยู่ที่ +2.5% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสูงเหนือความคาดหมายที่ 0.5% และบ่งชี้ถึงการปรับตัวดีขึ้นที่เป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ได้รับการทบทวนปรับเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ -3.6% และยังมีสิ่งที่แฝงอยู่มากกว่าที่เห็นสำหรับข้อมูลดังกล่าว  เมื่อวานนี้นักเศรษฐศาสตร์เยอรมันแสดงความเห็นว่า ตัวเลขที่ดีเหนือความคาดหมายดังกล่าวพึ่งพาอย่างหนักต่อยอดคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบินและการต่อเรือ  นายจอร์จ แครเมอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Commerzbank ระบุว่า “หากคุณทบทวนปรับข้อมูลสำหรับยอดคำสั่งซื้อสินค้ามูลค่าสูงที่ผันผวนอย่างมาก จะไม่มี +2.5% อีกต่อไป แต่จะเป็น -0.4% ดังนั้น ในแง่ของประเภทพื้นฐาน ยอดคำสั่งซื้อภาคการผลิตในเยอรมนียังคงลดลง”  ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตสำหรับเดือนก.ค.ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 49.5 ลดลงจาก 50.0 ในเดือนก่อนหน้า และเข้าสู่แดนหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 2018