ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ต.ค.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำลงแรงจากปธน.ทรัมป์ระงับการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

คืนนี้ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,870-1,900ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spotเมื่อวานปรับลงแรงหลุดแนวรับ 1,900 ดอลลาร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาในเรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนถึงหลังวันเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนและเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยถ้าไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สหรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวทางด้านกองทุน SPDRขายทองคำ 4.08 ตัน
  • คืนนี้ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC ซึ่งเป็นการประชุมเมื่อวันที่ 15-16 ก.ย.ที่ผ่านมามีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0-0.25% และเฟดส่งสัญญาณจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0% ต่อไปจนถึงอย่างน้อยปี 2566  ทั้งนี้การเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดจะทำให้ทราบรายละเอียดมุมมองของกรรมการเฟดมากขึ้น ซึ่งคาดว่ากรรมการเฟดส่วนใหญ่มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีความจำเป็นใช้มาตรการการคลังเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,870-1,900ดอลลาร์โดยแนวรับอยู่ที่ 1,870 ดอลลาร์และ1,850 ดอลลาร์ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,900ดอลลาร์ และ 1,920 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,877.80-35.31,870/1,8501,900/1,920

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,250-5027,750/27,50028,150/28,400

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,150-29027,950/27,70028,300/28,600

แนะนำซื้อเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,870 ดอลลาร์  (GF 27,950บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,850 ดอลลาร์(GF 27,700บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,870 ดอลลาร์ และ1,850 ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,893.10-26.801,875/1,8551,905/1,925

แนะนำซื้อเมื่อราคาGOZ20ปรับลงมาที่ 1,875 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,855 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดทรงตัวและอ่อนค่าลงเล็กน้อยโดยเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาในเรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนถึงหลังวันเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งUSD Futures เดือนธ.ค.63คาดจะมีแนวรับที่ 31.20บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 31.35บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลล์แข็งค่ารับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังทรัมป์ระงับเจรจาแผนกระตุ้นศก.

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐได้สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนถึงหลังวันเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย.   ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.18% แตะที่ระดับ 93.6840 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดลบ $11.3 หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง,ดอลล์แข็งกดดันตลาด

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนนอกจากนี้การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังทำให้สัญญาทองคำมีความน่าดึงดูดน้อยลงด้วยสัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 11.3 ดอลลาร์หรือ 0.59% ปิดที่ 1,908.8   ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 63.9 เซนต์หรือ 2.6% ปิดที่ 23.921 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดพุ่ง $1.45 คาดพายุเฮอร์ริเคนฉุดการผลิตในอ่าวเม็กซิโก

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) โดยได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่าอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคน “เดลต้า” จะส่งผลให้การผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกปรับตัวลดลงขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 1.45 ดอลลาร์หรือ 3.7% ปิดที่ 40.67 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 1.36 ดอลลาร์หรือ 3.3% ปิดที่ 42.65 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดร่วง 375.88 จุดหลังทรัมป์ระงับเจรจามาตรการกระตุ้นศก.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐได้สั่งการให้คณะบริหารของทำเนียบขาวระงับการเจรจาเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับพรรคเดโมแครตไปจนถึงหลังวันเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งข่าวดังกล่าวถือเป็นการดับความหวังของนักลงทุนที่ต่างก็เชื่อมั่นว่าทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อออกมาตรการดังกล่าวในเร็วๆนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,772.76 จุดลดลง 375.88 จุดหรือ -1.34% ขณะที่ดัชนีNasdaq ปิดที่ 11,154.60 จุดลดลง 177.89 จุดหรือ -1.57% ส่วนดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,360.95 จุดลดลง 47.68 จุดหรือ -1.40%

ทำเนียบขาวห้ามเข้าใกล้ทรัมป์หากจำเป็นต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน

นายจัดด์เดียร์โฆษกทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทำเนียบขาวได้ออกมาตรการจำกัดการเข้าถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ในระหว่างที่ปธน.ทรัมป์ยังคงได้รับการรักษาโรคโควิด-19อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของคณะแพทย์  “ทำเนียบขาวประกาศใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่เพียงแต่ปกป้องท่านประธานาธิบดีและครอบครัวของท่านเท่านั้นแต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานในทำเนียบขาวและใครก็ตามที่จำเป็นต้องเข้าใกล้ท่านประธานาธิบดีก็จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ” นายเดียร์ระบุในแถลงการณ์ทั้งนี้นายเดียร์กล่าวว่าปธน.ทรัมป์ยังคงได้รับการดูแลจากคณะแพทย์ตลอด24ชั่วโมงรายงานระบุว่าเมื่อปธน.ทรัมป์ออกจากโรงพยาบาลแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์รีดและเดินทางกลับสู่ทำเนียบขาวในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทยเขาได้กล่าวผ่านทางวิดีโอว่า “อย่าให้ไวรัสครอบงำคุณผมรู้ว่ามันอันตรายแต่ผมไม่กลัวและผมเผชิญหน้ากับมันผมกล้าพูดได้ว่าไม่มีผู้นำประเทศคนใดทำเหมือนกับที่ผมทำผมรู้ว่าโรคนี้มีความเสี่ยงแต่ตอนนี้ผมดีขึ้นแล้วบางทีผมอาจมีภูมิคุ้มกันก็ได้ใครจะรู้”   “ออกมาข้างนอกเถอะเพียงแต่ต้องระวังวัคซีนกำลังจะมาในเร็วๆนี้” ปธน.ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย

โกลด์แมนแซคส์ชูเศรษฐกิจเอเชียดีที่สุดในโลกหลังคุมโควิดสำเร็จ

แอนดรูว์ทิลตันหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชียของโกลด์แมนแซคส์เปิดเผยกับรายการ “Street Signs Asia” ทางสถานีโทรทัศน์CNBC ว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีการฟื้นตัวได้ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆของโลกเนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ทิลตันกล่าวว่าเศรษฐกิจเอเชียอยู่ในสถานะที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกในขณะนี้เมื่อพิจารณาจากการที่รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีทิลตันยังกล่าวด้วยว่าแม้ที่ผ่านมาการใช้จ่ายผู้บริโภคของจีนยังคงซบเซาเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลด้านบวกโดยตรงต่อรายได้ของประชาชนแต่การที่จีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีนั้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ทิลตันยังได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าหากนายโจไบเดนผู้ชิงตำแหน่งจากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะก็อาจจะส่งผลกระทบต่อนโยบายภาษีนำเข้าและนโยบายการค้าของสหรัฐและแน่นอนว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกทิลตันกล่าวด้วยว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐจะเป็นผลดีต่อภูมิภาคเอเชียและจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตของประเทศในเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างไรก็ดีทิลตันคาดว่าสหรัฐจะยังไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเนื่องจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินของมาตรการดังกล่าว

ทรัมป์เสี่ยงเจอผลข้างเคียงเหตุได้รับยามากเกินไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าแพทย์ที่ติดตามอาการป่วยของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ได้แสดงความกังวลว่าปธน.ทรัมป์อาจได้รับยารักษาโรคโควิด-19 มากเกินไปซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมาดร.ลีนาเหวินแพทย์ฉุกเฉินและศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันกล่าวว่าการที่ปธน.ทรัมป์เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากทำให้คณะแพทย์ที่ทำการรักษาเขารู้สึกกดดันจนทำให้ต้องแสวงหายาทุกประเภทมาใช้ในการรักษาปธน.ทรัมป์ให้หายดีแต่การทำเช่นนั้นอาจกลายเป็นการรักษาที่มากเกินไปดร.เหวินระบุว่าปธน.ทรัมป์อาจเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เพียงรายเดียวที่ได้รับการรักษาด้วยยาถึง 3 ชนิดได้แก่ยาต้านไวรัสremdesivirของบริษัทGilead, ยาสเตียรอยด์dexamethasone และแอนติบอดีของบริษัทRegeneronซึ่งยาชนิดหลังสุดนี้เป็นการรักษาที่ยังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยไม่กี่ร้อยคนและยังไม่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐดร.เหวินแสดงความเห็นว่านั่นอาจจะเป็นเพราะปรากฎการณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าวีไอพีซินโดรม (VIP syndrome) ซึ่งแรงกดดันที่จะต้องรักษาผู้ป่วยที่เป็นบุคคลสำคัญมากนั้นอาจนำไปสู่การทดลองรักษาด้วยวิธีการต่างๆและอาจเกิดความผิดพลาดตามมา   “ผู้ป่วยที่เป็นบุคคลสำคัญเองนั้นก็คาดหวังว่าจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุดแต่บ่อยครั้งผลที่เกิดขึ้นตามมาจะเป็นการรักษาที่มากเกินไปและมีความเสี่ยง” ดร.เหวินกล่าวสำหรับสถานการณ์ล่าสุดนั้นปธน.ทรัมป์ได้ออกจากศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์รีดแล้วในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทยหลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นเวลา 4 วันโดยปธน.ทรัมป์ซึ่งสวมหน้ากากอนามัยด้วยนั้นเดินออกจากศูนย์การแพทย์ทางประตูด้านหน้าและขึ้นเฮลิคอปเตอร์ “Marine One” เพื่อมุ่งหน้าไปยังทำเนียบขาวก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์นั้นเขายืนยันว่ามีความพร้อมที่จะกลับไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเนื่องจากในขณะนี้มีเวลาไม่ถึง 1 เดือนก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.นี้รายงานล่าสุดระบุว่าขณะนี้เฮลิคอปเตอร์Marine One นำปธน.ทรัมป์ถึงทำเนียบขาวแล้วและปธน.ทรัมป์ยังคงต้องรับการรักษาโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่องนายแพทย์ฌอนคอนลีย์แพทย์ประจำทำเนียบขาวแถลงว่าปธน.ทรัมป์ “มีอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาแต่คณะแพทย์ก็ยังต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดทั้งนี้ปธน.ทรัมป์เข้ารับการรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์รีดตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วหลังจากที่เขามีผลการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นบวกซึ่งสร้างความวิตกกังวลเป็นวงกว้างเนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย.นี้