ศุกร์. พ.ย. 22nd, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ต.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,496 1,483 1,474

แนวต้าน : 1,520 1,535 1,546

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานยอดขาดดุลการค้าของสินค้ากับจีนซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศลดลง 3.1% สู่ 3.18 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนส.ค. หลังจากจีนซื้อสินค้าทางการเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ ที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะสามารถทำข้อตกลงการค้ากับจีนเร็วกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนระดับผู้ช่วยมีกำหนดเริ่มขึ้นในวันจันทร์และอังคารนี้ แต่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่จีนส่งสัญญาณว่า พวกเขาไม่เต็มใจที่จะตกลงต่อการทำข้อตกลงการค้าในวงกว้างตามที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐต้องการ นักลงทุนจึงกำลังจับตาว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถยุติความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินมาร่วมปีหรือไม่ ทำให้ราคาทองคำระหว่างวันมีการเคลื่อนไหวในกรอบ ทั้งนี้ แนะนำว่าหากราคาขยับขึ้นให้จับตาโซนแนวต้านระดับ 1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากราคาทองคำทดสอบโซนดังกล่าวแต่ยังไม่สามารถขึ้นไปยืนได้ นักลงทุนที่อาจแบ่งขายในลักษณะทยอยขาย แต่หากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาและไม่หลุดแนวรับ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจพิจารณาเข้าซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้นและทำกำไรจากการดีดตัวอีกครั้ง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับถัดไปโซน 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position แนะนำให้ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากมีสถานะอยู่แล้วอาจชะลอการลงทุนเพิ่มถ้าราคาไม่อ่อนตัวลง

Short Position ปิดสถานะหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับโซน 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวสามารถรอทำกำไรบริเวณ แนวรับถัดไปที่ 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New สำหรับนักลงทุนระยะสั้นยังเน้นให้เก็งกำไรจากการแกว่งตัว โดยเปิดสถานะขายเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน หากผ่าน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หากรับความเสี่ยงได้อาจเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) อิหร่านยันจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ในการส่งออกน้ำมัน  “SHANA” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกระทรวงน้ำมันอิหร่านระบุว่า นายบิจาน ซานกาเนห์ รัฐมนตรีพลังงานอิหร่านระบุเมื่อวานนี้ว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของสหรัฐและจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ในการส่งออกน้ำมัน  การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านลดลงกว่า 80% เมื่อสหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรอีกครั้งต่อประเทศดังกล่าวในเดือนพ.ย.ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2015 ของอิหร่านกับชาติมหาอำนาจโลก  นายซานเกเนห์ระบุว่า “เราจะใช้ทุกวิธีที่เป็นไปได้ในการส่งออกน้ำมันของเราและเราจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของอเมริกาเพราะการส่งออกน้ำมันคือสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายของอิหร่าน”
  • (+) กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือเผยการเจรจากับสหรัฐครั้งใหม่ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐ  กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีเหนือเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือครั้งใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐ  แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือระบุว่า เกาหลีเหนือขอตำหนิสหรัฐที่ทำให้การเจรจาในสวีเดนประสบความล้มเหลว พร้อมกล่าวว่า เกาหลีเหนือไม่มีความประสงค์ที่จะเจรจาต่อไป หากสหรัฐยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าเกาหลีเหนือเป็นศัตรู  แถลงการณ์ยังระบุอีกด้วยว่า เกาหลีเหนือเจรจา “ด้วยความคาดหวังและปรารถนาดี” เนื่องจากสหรัฐบอกอยู่ตลอดเวลาว่า ทางการสหรัฐพร้อมที่จะเจรจาด้วย “หนทางใหม่ ๆ” และ “การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์”  “อย่างไรก็ตาม ท่าทีของตัวแทนฝั่งสหรัฐในการเจรจาทำให้เรารู้สึกว่า ความคาดหวังของเราคือความสูญเปล่า และรู้สึกสงสัยว่าสหรัฐมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาผ่านการเจรจาหรือไม่”  นอกจากนี้ โฆษกของเกาหลีเหนือยังกล่าวอีกด้วยว่า “การเจรจาครั้งล่าสุดได้ทำให้เราสงสัยในความตั้งใจของสหรัฐที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี และทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าสหรัฐมีความตั้งใจที่จะทำลายความสัมพันธ์นี้เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับบุคคลที่สาม”  ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากเกาหลีเหนือและสหรัฐได้เจรจากันกว่า 8 ขั่วโมงในสวีเดนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยหวังที่จะแก้ไขปัญหาการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปิดฉากการประชุมกันครั้งที่ 2 โดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน
  • (-) เยอรมนีเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนส.ค.หดตัว 0.6% เหตุอุปสงค์ในประเทศชะลอตัว  กระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนส.ค.หดตัวลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.3%  รายงานของกระทรวงระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานหดตัวลงมากกว่าคาดในเดือนส.ค.นั้น มาจากความต้องการสินค้าประเภททุนภายในประเทศที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 1.6% และเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า กลุ่มผู้ผลิตของเยอรมนีกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในไตรมาส 3 ปีนี้   อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงได้ปรับเพิ่มการประเมินยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค. โดยระบุว่ายอดสั่งซื้อปรับตัวลง 2.1% ซึ่งน้อยกว่าการประเมินเบื้องต้นที่ระบุว่าร่วงลง 2.7%
  • (+/-) สเปนลั่นจะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อภาษีใหม่ของสหรัฐ  รัฐบาลรักษาการของสเปนระบุว่า สเปนได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสเปน ณ กรุงมาดริด เข้าพบเพื่อแสดงการคัดค้านอย่างเต็มที่ต่อภาษีใหม่ใดๆของสหรัฐต่อสินค้าของสหภาพยุโรป (EU) และจะดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว หากยืนยันเรื่องการเรียกเก็บภาษี  องค์การการค้าโลก (WTO) ตัดสินใจในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การอุดหนุนทางการเงินของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่อบริษัท Airbus เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้สหรัฐมีสิทธิ์ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้า EU สหรัฐประกาศแผนเก็บภาษีใหม่ในวันพุธที่ผ่านมา  สเปนระบุว่า สเปนเต็มใจจะเป็นสื่อกลางในการเจรจาระหว่าง EU และสหรัฐ แต่หากการเจรจาล้มเหลว สเปนจะเรียกร้องให้มีการดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากข้อพิพาทใน WTO ปี 2004 ซึ่ง EU เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งสเปนระบุว่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านยูโร (4.4 พันล้านดอลลาร์)