ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ก.พ.63(ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,547 1,535 1,524

แนวต้าน : 1,576 1,589 1,602

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐของ ADP ที่ดีดตัวขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร , รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง และอัตราการว่างงานเดือนม.ค. ที่จะเปิดเผยออกมาในวันศุกร์นี้ อาจอยู่ในระดับสดใส ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 160,000-163,000  ตำแหน่งในเดือนม.ค. ซึ่งอาจได้รับการขับเคลื่อนโดยการจ้างงานในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมสันทนาการและบริการ ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าการจ้างงาน 145,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. แต่จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนที่ 176,000 ตำแหน่งในปี 2019 อย่างไรก็ดีระดับการจ้างงานจำนวนนั้นยังคงมากเพียงพอที่จะรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้ ในระยะสั้นยังคงต้องติดตามราคาอย่างใกล้ชิด หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือบริเวณ 1,570-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจขายเพื่อลดความเสี่ยง โดยพิจารณาเข้าซื้ออีกครั้งหากราคาไม่ต่ำว่าแนวรับโซน 1,552-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอจังหวะดีดตัวแล้วทำกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ ตลาด TFEX ปิดทำการวันจันทร์ที่ 10 ก.พ.นี้ เนื่องในวันชดเชยวันมาฆบูชา ซึ่งนักลงทุนควรวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบเนื่องจากตลาดต่างประเทศยังเปิดทำการ ส่งผลให้จะเกิดความเสี่ยง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,570-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เกิดการอ่อนตัวลงของราคา โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,552-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้น แต่หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ราคามีโอกาสขยับลงทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ทยอยขายทำกำไรตามบริเวณโซน 1,570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อลดความเสี่ยง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากให้รอดู หากสามารถยืนได้ ค่อยรอไปปิดสถานะบริเวณ 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ปิดสถานะบางส่วนหากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,552-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวสามารถรอทำกำไรบริเวณ แนวรับถัดไปที่ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New จับตาบริเวณ 1,570-1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวดังกล่าวได้ อาจเปิดสถานะขายโดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่บริเวณ 1,552-1,547 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดและรับความเสี่ยงได้มากอาจชะลอการทำกำไรออกที่แนวรับบริเวณ 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดอ่อนตัวลง นลท.จับตาไวรัสโคโรนา-ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ  ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันนี้อ่อนตัวลง โดยนักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธฺ์ใหม่ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้  ดัชนี pan-European Stoxx 600 ขยับลง 0.1%, ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดวันนี้ที่ 6,027.54 จุด ลดลง 10.64 จุด หรือ -0.18% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันเปิดวันนี้ที่ 13,530.77 จุด ลดลง 44.05 จุด หรือ -0.32% ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในวันนี้ โดยผู้นำจีนได้แจ้งกับผู้นำสหรัฐว่า จีนมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกำจัดการแพร่ระบาดครั้งนี้ได้  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ปธน.จีนยังได้ผลักดันให้ทางสหรัฐนั้น รับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างสมเหตุสมผล   
  • (-) จีนเดินหน้าปรับมาตรการเพื่อหนุนสภาพคล่องให้เหมาะสม หวังพยุงเศรษฐกิจช่วงไวรัสระบาด  นายปัง กงเฉิง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า จีนจะเพิ่มความพยายามในการปรับมาตรการเพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาดให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาด  รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนแถลงต่อสื่อมวลชนว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับปรุงกลไกการเปลี่ยนผ่านของนโยบายการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการจัดหาเงินทุนของบริษัทต่างๆ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดี (LPR) ในวันที่ 20 ก.พ. และจะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของสถาบันการเงิน (RRR) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า  รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ธนาคารกลางยังคงใช้เครื่องมือนโยบายการเงินเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับลด RRR แบบกำหนดเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคส่วนที่สำคัญและภาคส่วนที่อ่อนแอของเศรษฐกิจจีน  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แบงก์ชาติจีนได้ปล่อยสินเชื่อ Relending ในวงเงิน 3 แสนล้านหยวน (ประมาณ 4.298 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ระดับประเทศและระดับท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยจะให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน  รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนจะออกมาตรการเพิ่มเติมในลักษณะที่เจาะจงกลุ่มและมีความเป็นบูรณาการ เพื่อช่วยบรรเทาความยากลำบากในการจัดหาเงินทุนของบริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อม
  • (-) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมันปรับลงมากที่สุดนับแต่ปี 2009 ในธ.ค.  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีปรับลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 1 ทศวรรษในเดือนธ.ค. ซึ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนแอของภาคการผลิต ซึ่งถ่วงการเติบโตโดยรวมในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป  ข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติเยอรมันแสดงว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมร่วง 3.5% ในเดือนธ.ค. ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ถึงการปรับลง 0.2% การปรับลงดังกล่าวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ปี 2009  ตัวเลขผลผลิตเดือนพ.ย.ได้รับการทบทวนปรับสู่การเพิ่มขึ้น 1.2% หลังก่อนหน้านี้รายงานว่าปรับขึ้น 1.1% 
  • (-) คาดการจ้างงานสหรัฐจะปรับขึ้นในเดือนม.ค.  การเติบโตด้านการจ้างงานของสหรัฐมีแนวโน้มปรับขึ้นในเดือนม.ค. ในขณะที่คาดว่าสภาพอากาศที่ดีผิดฤดูกาลจะหนุนการจ้างงานในภาคที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ ซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะมีแนวโน้มเติบโตพอประมาณอย่างต่อเนื่องแม้เกิดภาวะตกต่ำมากขึ้นในการลงทุนธุรกิจ  ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ผลสำรวจรัฐบาลมีแนวโน้มจะแสดงว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 160,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ซึ่งอาจได้รับการขับเคลื่อนโดยการจ้างงานในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมสันทนาการและบริการ  ขณะที่นั่นจะมากกว่าการจ้างงาน 145,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. แต่การจ้างงานจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนที่ 176,000 ตำแหน่งในปี 2019  คาดว่าอัตราการว่างงานจะไม่เปลี่ยนแปลงที่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 50 ปีที่ 3.5% ในเดือนม.ค.  คาดว่ารายได้เฉลี่ยรายชั่วโมงจะปรับขึ้น 0.3% ในเดือนที่ผ่านมา หลังปรับขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. นั่นจะหนุนการปรับขึ้นในค่าจ้างรายปีสู่ 3.0% ในเดือนม.ค. จาก 2.9% ในเดือนธ.ค.