ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

คำแนะนำ เก็งกำไรระยะสั้นตามกรอบราคา เปิดสถานะซื้อหากสามารถราคาสามารถยืนเหนือ 1,472-1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,482-1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,472 1,461 1,453  แนวต้าน : 1,484 1,493 1,504

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  แต่โดยรวมแล้วราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากล่าสุดนายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน กล่าวว่า สหรัฐต้องลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า Phase one กันได้  ซึ่งบ่งชี้ถึงจุดยืนที่หนักแน่นต่อความต้องการที่จะให้สหรัฐลดภาษีนำเข้าที่ถูกจัดเก็บต่อสินค้าจีน  อย่างไรก็ดี  จะเห็นได้ว่าราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ไม่มากนัก  เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดในแดนบวก  ประกอบกับตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลงเกินคาดมาอยู่ที่ระดับ 203,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลงเกินคาดเช่นกันสู่ระดับ 4.72 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.จึงส่งผลสกัดช่วงบวกของราคา  นอกจากนี้  นักลงทุนกำลังรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในระยะถัดไป  จึงส่งผลให้ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขสำคัญในตลาดแรงงานของสหรัฐ  อาทิ  รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงาน  รวมไปถึงการเปิดเผยคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก UoM

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำปรับตัวลงมาพอเข้าใกล้โซนแนวรับ 1,472 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจมีแรงดีดกลับสั้นๆ เบื้องต้นแม้ว่ามุมเชิงบวกเพิ่มขึ้นแต่ราคามีการเคลื่อนไหวแกว่งตัวในกรอบอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้ง หากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอหรือมีปัจจัยใหม่มาดันราคาขึ้น โดยประเมินแนวต้านที่ 1,482-1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,472-1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,461 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การขายทำกำไรอาจพิจารณาในโซน 1,482-1,484 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินปอนด์แข็ง รับกระแสคาดพรรคอนุรักษ์นิยมชนะเลือกตั้งอังกฤษ  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (5 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า พรรคอนุรักษ์นิยมจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอังกฤษวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนพ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในคืนนี้  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3159 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3097 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.1099 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1074 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6831 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6851 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.74 เยน จากระดับ 108.91 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9869 ฟรังก์ จากระดับ 0.9893 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3173 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3190 ดอลลาร์แคนาดา
  • (+) จีนย้ำ สหรัฐต้องลดภาษีสินค้านำเข้าหากจะบรรลุข้อตกลงการค้า  นายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน กล่าวว่า สหรัฐต้องลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกันได้  “จีนเชื่อว่า หากทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงเฟสแรก ควรมีการปรับลดภาษีลงมาอย่างสอดคล้องกัน” นายเกากล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเผยด้วยว่า คณะเจรจาของสองฝ่ายกำลังติดต่อสื่อสารกันอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดเพิ่มเติม
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 28.01 จุด นักลงทุนจับตาสถานการณ์การค้าสหรัฐ-จีน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (5 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาด้วยความคาดหวังว่าสหรัฐและจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกได้ก่อนที่มาตรการภาษีรอบใหม่ของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ตามกำหนดในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนพ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในคืนนี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,677.79 จุด เพิ่มขึ้น 28.01 จุด หรือ +0.10% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,117.43 จุด เพิ่มขึ้น 4.67 จุด หรือ +0.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,570.70 จุด เพิ่มขึ้น 4.03 จุด หรือ +0.05%
  • (-) สหรัฐเผยขาดดุลการค้าลดลง 7.6% สู่ระดับ 4.72 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค., ขาดดุลการค้ากับจีนลดลง 1.1%  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 7.6% สู่ระดับ 4.72 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่สหรัฐมียอดขาดดุลการค้าลดลง และยอดขาดดุลเดือนต.ค.ยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 16 เดือนอีกด้วย  โดยการส่งออกสินค้าลดลง 0.2% สู่ระดับ 2.071 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าสินค้าลดลง 1.7% สู่ระดับ 2.543 แสนล้านดอลลาร์  รายงานเผยด้วยว่า ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีนลดลง 1.1% จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 3.126 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. โดยยอดนำเข้าสินค้าจีนหดตัวลง 1.8 พันล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 3.53 หมื่นล้านดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานดีดตัวขึ้นในเดือนต.ค. หลังลดลงติดต่อกัน 2 เดือน  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ปรับตัวลดลงมาสองเดือนติดต่อกัน  ข้อมูลคำสั่งซื้อเดือนต.ค.ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่วนคำสั่งซื้อในเดือนก.ย. ถูกปรับทบทวนเป็นลดลง 0.8% จากที่รายงานก่อนหน้านี้ว่าลดลง 0.6%  เมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานลดลง 0.4% ในเดือนต.ค.
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลงสวนทางคาดการณ์ แตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 10,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 203,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะที่ระดับ 215,000 ราย