ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ต.ค.63(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love


โดย  : 
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำปรับขึ้น จากความคืบหน้ามาตรการเยียวยาเศรษฐกิจสหรัฐ

คืนนี้ติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,920ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spotเมื่อวานในช่วงกลางวันปรับลดลง หลังจากที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย แต่ในช่วงกลางคืนปรับขึ้นเนื่องจากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ หลังจากนายมาร์ก มีโดวส์ หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว เปิดเผยว่ามีแนวโน้มสูงที่ทำเนียบขาวจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ต้องการที่จะผลักดันให้มีข้อตกลงดังกล่าวทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้ติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่วนคืนนี้สหรัฐจะประกาศดุลการค้าเดือนส.ค. ตลาดคาดจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 6.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 6.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.ค.จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเดือนส.ค. ตลาดคาดจะลดลงเหลือ 6.5 ล้านตำแหน่ง
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,900-1,920ดอลลาร์โดยมีแนวต้านที่ 1,920ดอลลาร์ และ 1,940 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,900 ดอลลาร์และ1,880 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,913.10+14.41,880/1,8501,920/1,940

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,300-25028,150/27,90028,450/28,700

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,510+8028,350/28,08028,600/28,850

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำขายทำกำไรที่ราคาทอง Spot 1,920 ดอลลาร์ (GF 28,600 บาท) การเข้าซื้อรอบใหม่แนะนำเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,880 ดอลลาร์  (GF 28,080บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,870 ดอลลาร์(GF 28,000บาท)

การลงทุนในทองแท่งแนะนำทยอยซื้อสะสมที่ราคาทองคำ Spot 1,880 ดอลลาร์ และ1,850ดอลลาร์

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,917.20+10.401,884/1,8541,924/1,944

แนะนำซื้อเมื่อราคาGOZ20ปรับลงมาที่ 1,884 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,874 ดอลลาร์

เงินบาท

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดแข็งค่าขึ้นโดยเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆเนื่องจากนักลงทุนเทขายเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ขานรับความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ ซึ่งUSD Futures เดือนธ.ค.63คาดจะมีแนวรับที่ 31.30บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 31.50บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: เงินดอลล์อ่อนนักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังตลาดหุ้นพุ่งแรง

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าซึ่งรวมถึงหุ้นหลังจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กทะยานขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ขานรับข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์มีอาการดีขึ้นจากการป่วยด้วยโรคโควิด-19 รวมทั้งความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินลดลง 0.35% แตะที่ 93.5166 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ:ทองปิดบวก $12.5 ดอลล์อ่อนหนุนแรงซื้อ,มาตรการกระตุ้นศก.คืบหน้า

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์รวมทั้งความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 12.5 ดอลลาร์หรือ 0.66% ปิดที่ 1,920.1   ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 53.1 เซนต์หรือ 2.21% ปิดที่ 24.56 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ:น้ำมันWTI ปิดพุ่ง $2.17 ขานรับทรัมป์อาการดีขึ้น,แผนกระตุ้นศก.คืบหน้า

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 6% เมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์มีอาการดีขึ้นหลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยจากโรคโควิด-19 นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 2.17 ดอลลาร์หรือ 5.9% ปิดที่ 39.22 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 2.02 ดอลลาร์หรือ 5.1% ปิดที่ 41.29 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ:ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 465.83 จุดรับข่าวทรัมป์อาการดีขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทะลุแนว 28,000 จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (5 ต.ค.) ขานรับข่าวประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์มีอาการดีขึ้นและล่าสุดได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วหลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยจากโรคโควิด-19 นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่รวมทั้งรายงานดัชนีภาคบริการของสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาดดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,148.64 จุดเพิ่มขึ้น 465.83 จุดหรือ +1.68% ดัชนีNasdaq ปิดที่ 11,332.49 จุดเพิ่มขึ้น 257.47 จุดหรือ +2.32% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 3,408.63 จุดเพิ่มขึ้น 60.19 จุดหรือ +1.80%

เพโลซี-มนูชินหารือปธ.เฟดหวังผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

หนังสือพิมพ์Politico ของสหรัฐรายงานว่านางแนนซีเพโลซีประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐและนายสตีเวนมนูชินรัฐมนตรีคลังสหรัฐได้หารือร่วมกับนายเจอโรมพาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเฟดจะเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐหรือไม่เนื่องจากที่ผ่านมาเฟดไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกอย่างไรก็ดีข่าวดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นยุโรปเปิดในแดนบวกและยังช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดีดตัวขึ้นด้วยนอกจากนี้มีรายงานว่านางเพโลซีได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่าอุตสาหกรรมสายการบินไม่ควรปลดพนักงานออกและรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือย้อนหลังแก่อุตสาหกรรมสายการบินเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 214 ต่อ 207 ผ่านร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์โดยร่างมาตรการดังกล่าวเป็นข้อเสนอของสมาชิกพรรคเดโมแครตรายงานระบุว่าขณะนี้สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรกำลังเจรจาต่อรองร่วมกับทำเนียบขาวเพื่อผลักดันให้ร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก

โควิด-Brexitเสี่ยงทำอังกฤษสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.74 แสนล้านดอลล์ต่อปี

เบเกอร์แอนด์แมคเคนซีซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายเปิดเผยว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการที่อังกฤษประสบความล้มเหลวในการทำข้อตกลงการค้าหลังการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) อาจทำให้อังกฤษสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนเงินสูงถึงปีละ 1.34 แสนล้านปอนด์หรือประมาณ 1.74 แสนล้านดอลลาร์) เป็นเวลา 10 ปีรายงานชื่อ “The Future of UK Trade: Merged Realities of Brexit and COVID-19” ซึ่งจัดทำโดยเบเกอร์แอนด์แมคเคนซีระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษลดลง 2.2% จากระดับก่อนการแพร่ระบาดส่วนในกรณีที่มีการทำข้อตกลงการค้าหลังBrexitนั้นGDP อังกฤษมีแนวโน้มลดลง 3.1% ในระยะยาวแต่หากไม่มีข้อตกลงดังกล่าวแล้วGDP อังกฤษมีแนวโน้มลดลงอย่างหนักถึง 3.9% ในระยะยาวขณะเดียวกันรายงานยังระบุด้วยว่ารายได้จากการส่งออกอาจลดลง 6.3% ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตในอังกฤษและด้วยการที่ผลกระทบจากBrexitมีแนวโน้มจะสูงมากรัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้ทุกวิธีเพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของเศรษฐกิจทั้งนี้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของBrexitซึ่งอังกฤษจะยังคงดำเนินการตามกฎระเบียบการค้าของอียูนั้นจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้โดยที่ผ่านมาอังกฤษและอียูยังไม่สามารถทำข้อตกลงเกี่ยวกับการค้าระหว่างกันได้นอกจากนี้เมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาEU ได้เคยออกมาขู่แล้วว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลหลังไม่พอใจที่สมาชิกสภานิติบัญญัติของอังกฤษได้ลงมติรับร่างกฎหมายInternal Market Bill โดยEU ระบุว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาที่ขัดต่อข้อตกลงBrexitที่อังกฤษทำไว้กับEU

ทีมหาเสียงยืนยันไบเดนจะตรวจโควิดซ้ำหลังผลตรวจครั้งแรกไม่พบติดเชื้อ

คณะหาเสียงของนายโจไบเดนผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตเปิดเผยว่านายไบเดนจะเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างสม่ำเสมอและจะเผยแพร่ผลการตรวจให้สาธารณชนได้รับทราบเป็นระยะหลังจากที่หลายฝ่ายกังวลว่าเขาอาจติดโควิด-19 เพราะเพิ่งร่วมดีเบตกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ก่อนที่จะทราบว่าทรัมป์ติดโควิดเพียงไม่กี่วันทั้งนี้นายไบเดนได้ขึ้นเวทีดีเบตกับปธน.ทรัมป์เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) และแม้นายไบเดนจะเข้ารับการตรวจโควิด-19 ในทันทีหลังจากที่ปธน.ทรัมป์ออกมายอมรับว่าเขาติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในวันศุกร์ (2 ต.ค.) และผลตรวจยืนยันว่านายไบเดนและภรรยาไม่ติดโควิด-19 แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าระยะฟักตัวเฉลี่ยของเชื้อคือ 5 วันผลการตรวจครั้งแรกจึงอาจจะยังไม่พบเชื้อหากปริมาณเชื้อในร่างกายยังคงอยู่ในระดับต่ำนายแอนดรูว์เบตส์โฆษกคณะหาเสียงของนายไบเดนเปิดเผยว่า “ในการหาเสียงทุกครั้งเรายึดมั่นแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและครอบคลุมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและแพทย์ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะทางสังคมการสวมหน้ากากอนามัยตลอดจนการป้องกันด้านต่างๆ”      “รองประธานาธิบดีไบเดนจะเข้ารับการตรวจโควิด-19 อย่างสม่ำเสมอและเราจะเปิดเผยผลการทดสอบแต่ละครั้งให้สาธารณชนได้รับทราบ” แถลงการณ์ของคณะหาเสียงฯระบุ