วิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ก.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,506 1,492 1,479

แนวต้าน : 1,528 1,535 1,547

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป นสพ. Wall Street Journal (WSJ) รายงานอ้างอิงการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ว่า ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เมื่อเฟดจัดการประชุมครั้งถัดไปในอีก 2 สัปดาห์ หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินเฟด (FOMC) ลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา แต่เทรดเดอร์และนักลงทุนบางคนส่งสัญญาณว่า พวกเขาต้องการการลดดอกเบี้ยมากขึ้นและวงจรการลดดอกเบี้ยเชิงรุกมากขึ้น มุมมองดังกล่าวลดความน่าสนใจในการลงทุนทองคำลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจับตา การรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งคาดว่าการเติบโตของการจ้างงานสหรัฐจะมีแนวโน้มชะลอตัวเพิ่มเติมในเดือน ส.ค รวมทั้งคืนนี้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะมีแถลงการณ์เพื่อส่งสัญญาณต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ทั้งนี้ ราคาทองคำค่อยๆปรับตัวขึ้น แต่หากยังไม่สามารถผ่านแนวต้านไปได้ยังคงต้องระมัดระวังแรงขายออกมา ซึ่งนักลงทุนอาจแบ่งทองคำออกขายบางส่วนบริเวณแนวต้าน 1,521-1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากราคาไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่งยังมีโอกาสที่ราคาทองคำจะอ่อนตัวลงเพื่อสร้างฐาน ซึ่งนักลงทุนสามารถรอเข้าซื้อคืนเมื่อราคามีการย่อตัว โดยประเมินแนวรับบริเวณ 1,506-1,492 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ในระยะสั้นหากราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านโซน 1,521-1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ อาจย่อตัวลงไปเพื่อสะสมกำลังบริเวณแนวรับ 1,506 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ จะเห็นแรงขายออกมาเพิ่มเติม โดยประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,492 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position นักลงทุนควรลดความเสี่ยงโดยการทยอยลดสถานะซื้อ หากราคาทองคำหลุดแนวรับบริเวณ 1,492 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแต่หากสามารถผ่านแนวต้านแรกโซน 1,521-1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

Short Position นักลงทุนลดสถานะขายหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,506 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,492 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New หากรับความเสี่ยงได้มาก แนะนำให้เปิดสถานะซื้อบริเวณ 1,506-1,492 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถยืนได้ให้ตัดขาดทุน แต่สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำให้รอขายเก็งกำไรจากการดีดตัว ในบริเวณแนวต้าน 1,521-1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และซื้อคืนเพื่อทำกำไรหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับ

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) เฟดเผยยอดการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยข้อมูลว่า เฟดได้เพิ่มการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐ โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 4 ก.ย. เฟดถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐโดยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 3,871 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 2,095,140 ล้านดอลลาร์  ข้อมูลของเฟดระบุว่า ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐส่วนใหญ่ที่เฟดถือครองนั้น เป็นตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐ เช่น ตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,951,802 ล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ เฟดได้ซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาล และหลักทรัพย์อื่นๆ อาทิ หลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) จากตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน และกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนหลังเกิดวิกฤตการเงินในปี 2551  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณซึ่งเป็นนโยบายการเงินพิเศษนั้น ทำให้เฟดต้องถือครองหลักทรัพย์และ MBS ปริมาณมาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นให้กับตลาดการเงินสหรัฐในการรับมือกับวิกฤตการเงิน
  • (+) “คุโรดะ” เผยการเดินหน้านโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นหนึ่งในทางเลือกของแบงก์ชาติญี่ปุ่น  นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิกเกอิว่า การเดินหน้าใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบต่อไปนั้น เป็นหนึ่งในทางเลือกของ BOJ  นายคุโรดะกล่าวว่า ในขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ของ BOJ นั้น ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจในต่างประเทศก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน  นายคุโรดะกล่าวว่า มีหลายสิ่งที่ BOJ สามารถทำได้ เช่น การรวมหรือการปรับปรุงเครื่องมือต่างๆ แต่ BOJ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ที่อาจมีต่อระบบธนาคาร และตลาดการเงินของญี่ปุ่น  นายคุโรดะกล่าวด้วยว่า บริษัทประกันชีวิตและกองทุนบำเหน็จบำนาญได้เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงอย่างมาก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนระยะยาวที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
  • (-) สนง.สถิติเยอรมนีเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.ลดลง 0.6% สวนทางคาดการณ์  สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน และการก่อสร้าง ปรับตัวลง 0.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของยูโรโซนนั้น อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย  หากเทียบเป็นรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. ร่วงลง 4.2%
  • (+/-) คาดการเติบโตของการจ้างงานสหรัฐชะลอตัวลงแต่ยังเพียงพอที่จะหนุนเศรษฐกิจ  การเติบโตของการจ้างงานสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวเพิ่มเติมในเดือนส.ค. แต่ระดับของการปรับขึ้นอาจจะยังคงเพียงพอที่จะรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับปานกลาง ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางการค้าและความอ่อนแอในต่างประเทศ ซึ่งทำให้ตลาดการเงินกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย  ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของภาคเอกชนระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับขึ้น 158,000 ตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมา หลังปรับขึ้น 164,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. การปรับขึ้นของการจ้างงานที่คาดไว้ดังกล่าวจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนที่ 165,000 ตำแหน่งในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังอยู่เหนือระดับประมาณ 100,000 ตำแหน่งต่อเดือนที่จำเป็นในการตามให้ทันกับการเติบโตในกลุ่มประชากรวัยทำงาน  คาดว่าอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ 3.7% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3  จำนวนชั่วโมงการทำงานในหนึ่งสัปดาห์จะได้รับการจับตาเช่นกัน เพื่อดูสัญญาณว่า บริษัทต่างๆจะเริ่มปลดพนักงานเร็วเพียงใด ค่าเฉลี่ยจำนวนชั่วโมงการทำงานปรับลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปีในเดือนก.ค. เนื่องจากผู้ผลิตและอุตสาหกรรมอื่นๆลดชั่วโมงการทำงานสำหรับพนักงาน คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะปรับขึ้นสู่ 34.4 ชั่วโมงในเดือนส.ค.จาก 34.3 ชั่วโมงในเดือนก.ค.