ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 6 ก.พ.63(ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,546 1,535 1,524

แนวต้าน : 1,567 1,576 1,589

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  จีนประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มอีก 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มระยะยาวสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของไวรัสโคโรนา การลดภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 14 ก.พ. ประเด็นดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น เมื่อหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์สรายงานว่า จีนมีแนวโน้มพิจารณาใช้ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติในข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 กับสหรัฐ อันเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโคโรนาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คนและติดเชื้อกว่า 28,000 คน นักลงทุนจับตาว่า ข้อตกลงระยะที่ 1 จำนวน 86 หน้า ที่ทรัมป์กับผู้แทนฯจีนลงนามร่วมกัน จะเปิดช่องเกี่ยวกับข้อกำหนดกรณีภัยพิบัติมากน้อยเพียงใด และจะกระทบกรณีจีนสัญญาว่า จะซื้อสินค้าสหรัฐมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา 2 ปี หรือไม่ โดยคาดว่าราคาอาจจะเคลื่อนไหวในกรอบ ขณะที่ราคาดีดตัวขึ้น แนะนำนักลงทุนหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,562-1,567 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขาย ซึ่งอาจทำให้ราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,548-1,546 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อสะสมกำลัง และจะเป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ระหว่างวันราคาทองคำเคลื่อนไหวแกว่งตัวในกรอบ ประเมินแนวรับแรก 1,548-1,546 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากสามารถยืนเหนือแนวรับแรกได้ ก็อาจเห็นการดีดตัวของราคาขึ้นมาบริเวณแนวต้านที่ 1,562-1,567 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position สามารถถือต่อหากราคาไม่หลุดโซน 1,548-1,546 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอไปขายทำกำไรโซน 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่อยากรับความเสี่ยงมากนักอาจทยอยขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,562-1,567 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ปิดสถานะออกมาก่อนหากราคาทองคำกลับขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,562-1,567 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากสามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำให้เก็งกำไรระยะสั้นโดยหาจังหวะเปิดสถานะขายหากราคาปรับตัวขึ้นไม่ผ่านโซนบริเวณแนวต้าน 1,562-1,567 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาผ่านแนวต้าน 1,576 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )และให้ปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาอ่อนตัวลงไม่หลุด  1,548-1,546 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนไม่อยู่ชะลอการเข้าซื้อไปที่บริเวณแนวรับถัดไป 1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผู้เชี่ยวชาญคาดยอดขายรถยนต์ในจีนอาจหดตัว 10% จากผลกระทบไวรัสโคโรนาระบาด  แอลเอ็มซี ออโตโมทีฟ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านยานยนต์ คาดการณ์ว่า ยอดขายรถยนต์ในจีนปี 2563 อาจปรับตัวลดลงได้มากถึง 10% หรือมากกว่านั้น หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 ของปี  แอลเอ็มซีระบุ สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เกิดการกลายพันธุ์และไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้จนถึงปลายปีนี้ อย่างไรก็ดี หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ภายในเดือนมิ.ย. ก็อาจทำให้ยอดขายรถยนต์ปี 2563 ลดลงเพียง 3%-5% การแสดงความเห็นของแอลเอ็มซีสอดคล้องกับที่สมาคมรถยนต์นั่งโดยสารของจีน (CPCA) คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศในช่วงต้นปี 2563 จะร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  นายซุย ตงซู เลขาธิการสมาคม CPCA กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโคโรนาจะทำให้ยอดขายรถยนต์ในจีนช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ร่วงลงราว 25-30% และอาจส่งผลให้ยอดขายตลอดปี 2563 ลดลงถึง 5%   ทั้งนี้ เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เป็นเมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของจีน
  • (-) เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดพุ่ง 1.72% สอดคล้องภูมิภาค  ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทั้งการใช้มาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธฺ์ใหม่ และตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา จากรายงานข่าวนักวิทยาศาสตร์ของจีนและอังกฤษสามารถคิดค้นยาและวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตพุ่ง 48.42 จุด หรือ 1.72% ปิดที่ 2,866.51 จุด  คณะกรรมาธิการด้านภาษีศุลกากรของสภาแห่งรัฐจีน แถลงในวันนี้ว่า จีนจะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากสหรัฐเพิ่มอีก 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงวันนี้ว่า ณ วันพุธที่ 5 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนเพิ่มขึ้นอีก 73 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 563 ราย ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 3,694 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 28,018 ราย  รายงานของ NHC ระบุว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตรายใหม่จำนวน 73 ราย ณ วันพุธที่ 5 ก.พ. นั้น มี 70 รายอยู่ในมณฑลหูเป่ย, 1 รายอยู่ในมณฑลเหอหลงเจียง, 1 รายอยู่ในมณฑลกุ้ยโจว และ 1 รายอยู่ในเมืองเทียนจิน
  • (-) คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีปรับลงในธ.ค.,สวนทางคาดการณ์  ข้อมูลแสดงในวันนี้ว่า คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนธ.ค.จากอุปสงค์ที่อ่อนแอลงจากประเทศอื่นๆในยูโรโซน ซึ่งบ่งชี้ว่า การปรับตัวลงในภาคการผลิตจะยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมในเศรษฐกิจเยอรมัน  สำนักงานสถิติเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อสินค้า “ที่ผลิตในเยอรมนี” ลดลง 2.1% จากเดือนก่อนหน้า นั่นเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.และเมื่อเทียบกับคาดการณ์ถึงการปรับขึ้น 0.6%  ตัวเลขของเดือนพ.ย.ได้รับการทบทวนปรับขึ้นเป็นการร่วงลง 0.8% จากการร่วงลง 1.3% ที่รายงานก่อนหน้านี้
  • (-) จีนประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มอีก 7.5 หมื่นล้านดอลล์ มีผล 14 ก.พ.นี้  คณะกรรมาธิการด้านภาษีศุลกากรของสภาแห่งรัฐจีน แถลงในวันนี้ว่า จีนจะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากสหรัฐเพิ่มอีก 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  กระทรวงการคลังจีนระบุว่า การปรับลดภาษีดังกล่าว จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 13.00 น.ของวันที่ 14 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สหรัฐจะบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน  จากการใช้มาตรการดังกล่าว ภาษีนำเข้าน้ำมันดิบที่จีนเรียกเก็บจากสหรัฐจะลดลงสู่ระดับ 2.5% จากระดับ 5% ภาษีนำเข้าถั่วเหลืองจะลดลงสู่ระดับ 27.5% จากระดับ 30% ส่วนภาษีนำเข้าเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ จะปรับลดลงสู่ระดับ 30% จากระดับ 35%