ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 5 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 2,011-2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานซื้อ ขณะที่การเปิดสถานะซื้อจำเป็นต้องรอการอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับซึ่งจะเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

แนวรับ : 2,000 1,988 1,971 แนวต้าน : 2,031 2,043 2,056

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้น 41.12  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ +2% ภายในวันเดียว  โดยได้รับแรงหนุนทั้งจากปัจจัยทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง  ทั้งนี้  เกิดแรงซื้อตามทางเทคนิคหลังจากราคาสามารถทะลุขึ้นมายืนเหนือระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้หลังจากทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา  นอกจากนี้ราคายังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในวงกว้าง  ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง  ส่งผลให้ทองคำได้รับแรงหนุนพร้อมๆพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  ซึ่งแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้กดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 5 ปีให้แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงสู่ระดับ 0.505% ต่ำสุดในรอบ 5 เดือนจึงเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมให้แก่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  พร้อมกันนี้ทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความหวังว่าพรรคเดโมแครตและทำเนียบขาวจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ในไม่ช้านี้  ซึ่งสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวหนุนการคาดการณ์ที่ว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น อันนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ Treasury Inflation Protected Securities (TIPS) อายุ 10 ปีที่ติดลบเพิ่มสู่ระดับ -1.06%  ส่วนดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง  -0.17% ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดหนุนราคาทองคำให้ทะยานขึ้นทะลุระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์  พร้อมกับทะยานขึ้นต่อในช่วงเช้าวันนี้แตะระดับ 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +9.36 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP, ดัชนี PMI ภาคการบริการจากมาร์กิตและ ISM

จจัยทางเทคนิค :

ราคาเริ่มมีการอ่อนตัวกลับทุกครั้งเมื่อราคาดีดตัวขึ้นสร้างระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์  หากการอ่อนตัวลงอยู่ในระดับจำกัดจะทำให้แรงขายชะลอตัวลง และราคาอาจมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ทั้งนี้ ประเมินแนวรับ ระยะสั้นโซน 2,011-2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับสำคัญบริเวณ  1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาสามารถยืนเหนือ 2,011-2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แนะนำเปิดสถานะซื้อ ตัดขาดทุนหากหลุด 1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้าน 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านขึ้นไปให้ชะลอการขายออกไปทั้งนี้ หากราคาสามารถกลับขึ้นมายืนเหนือแนวต้าน 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การถือสถานะขายค่อนข้างมีความเสี่ยงมาก

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) รมว.คลังสหรัฐคาดบรรลุข้อตกลงแผนกระตุ้นปลายสัปดาห์ขณะเร่งทำงานตลอด 24 ชม.  เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่เจรจาทำเนียบขาวประกาศว่า จะร่วมมือ “ตลอด 24 ชั่วโมง” กับสมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรคเดโมแครต เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงต่อมาตรการเยียวยาโควิด-19 ภายในปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่โรคระบาดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชีวิตชาวอเมริกัน  หลังการประชุมช่วงบ่ายของเจ้าหน้าที่เจรจาหลัก 4 คน นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐแสดงความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงภายในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเปิดทางสำหรับการลงมติในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร  นายมนูชินระบุว่า เจ้าหน้าที่เจรจาจะ “ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง” ในขณะนี้ และได้กำหนดกรอบเวลา “เพื่อที่ว่าสภาจะสามารถผ่านร่างกฎหมายในสัปดาห์หน้า” หากมีข้อตกลงเบื้องต้น
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก จับตาเจรจามาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมทั้งจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.76 เยน จากระดับ 105.97 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9144 ฟรังก์ จากระดับ 0.9178 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3342 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3385 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1783 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1759 ดอลลาร์ ขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.3057 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3074 ดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 6.2% ในเดือนมิ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 5.0% หลังจากพุ่งขึ้น 7.7% ในเดือนพ.ค.
  • (-) “ทรัมป์”เผยชาวอเมริกันอาจได้วัคซีนต้านโควิดเร็วกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าในปลายปีนี้  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ชาวอเมริกันอาจได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 เร็วกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า  “เราให้ความสำคัญทั้งความเร็วในการอนุมัติวัคซีน และความปลอดภัยของวัคซีน และเราจะมีวัคซีนภายในปีนี้ ซึ่งอาจเร็วกว่าปลายปีนี้ โดยเรากำลังเร่งผลิตเป็นการล่วงหน้าสำหรับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้พร้อมใช้ทันทีที่ได้รับการอนุมัติ” ปธน.ทรัมป์กล่าว  อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังไม่มีการรับประกันว่าจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 ในปีหน้า ถึงแม้บริษัทต่างๆกำลังเร่งผลิตวัคซีนหลายล้านโดสในขณะนี้ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนดังกล่าวถึง 2 เข็มเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะเป็นปัจจัยจำกัดจำนวนผู้ที่สามารถเข้าถึงวัคซีนดังกล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 164.07 จุด รับแรงซื้อหุ้นพลังงาน,จับตามาตรการกระตุ้นศก.  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (4 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนจับตาการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยมีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า การเจรจามีความคืบหน้า  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,828.47 จุด เพิ่มขึ้น 164.07 จุด หรือ +0.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,306.51 จุด เพิ่มขึ้น 11.90 จุด หรือ +0.36% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,941.17 จุด เพิ่มขึ้น 38.37 จุด หรือ +0.35%
  • (+/-) “ทรัมป์”ยันไม่ล็อกดาวน์รอบสอง หวั่นเกิดผลเสียมากกว่าผลดี  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การปิดเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี  “การล็อกดาวน์อย่างถาวรไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม และจะเกิดผลเสียในที่สุดเกินกว่าที่รัฐบาลจะสามารถป้องกันได้” ปธน.ทรัมป์กล่าว ปธน.ทรัมป์เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศปิดเศรษฐกิจในช่วงแรกก็เพื่อป้องกันมิให้โรงพยาบาลต่างๆเผชิญกับภาวะที่ไม่สามารถรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมาก และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญมีเวลาในการศึกษาไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในขณะนั้น เพื่อพัฒนายาและวัคซีนในการต้านไวรัสดังกล่าว