จันทร์. พ.ย. 18th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 5 พ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากยังไม่สามารถผ่าน 1,517-1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ อาจใช้วิธีการลดพอร์ตการลงทุน และสำหรับนักลงทุนที่เก็งกำไรฝั่งซื้อควรเน้นการลงทุนระยะสั้นและต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจน

แนวรับ : 1,504 1,493 1,480  แนวต้าน : 1,519 1,535 1,546

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลงราว  3.82  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์หลังจากอ่อนค่าลง 5 วันติดต่อกัน  ประกอบกับเกิดทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดนายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐ  ระบุวานนี้ว่า  จะมีการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นกับจีนในเดือนนี้  พร้อมคาดว่าบริษัทสหรัฐจะได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายอุปกรณ์ให้กับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ของจีนในเร็ววันนี้เช่นกัน  ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง(Risk on) อย่างต่อเนื่องจึงเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงจนดันให้ดัชนีสำคัญทั้ง 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์  ทั้งนี้  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 114.75 จุด หรือ +0.42% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดเพิ่มขึ้น 11.36 จุด, +0.37% ดัชนี NASDAQ ปิดเพิ่มขึ้น 46.80 จุด, +0.56%  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังสามารถทรงตัวรักษาระดับอยู่เหนือ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างต่อเนื่อง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  ดุลการค้า, ดัชนี PMI ภาคบริการจาก ISM, ตําแหน่งงานว่างเปิดใหม่ (JOLTS Job Openings) และ  การสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจาก IBD/TIPP

จจัยทางเทคนิค :

ความแข็งแกร่งของราคาทองคำและแรงซื้อน้อย โดยยังคงมีแรงขายทองคำเพื่อทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น ทำให้การลงทุนอาจต้องเป็นไปในลักษณะรอจังหวะการอ่อนตัวลงของราคาค่อยเข้าซื้อบริเวณโซน 1,504-1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และหากยืนไม่ได้ให้ชะลอการเข้าซื้อออกไป

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเฉพาะเมื่อตลาดปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,504-1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การขายทำกำไรอาจพิจารณาในโซน 1,517-1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานลดลงมากกว่าคาดในเดือนก.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 0.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.5% หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานลดลง 0.3% ในเดือนก.ย.
  • (+) โพลล์ชี้ชาวอเมริกันเกือบครึ่งต้องการให้”ทรัมป์”ถูกถอดออกจากตำแหน่ง  ผลการสำรวจของสำนักข่าวเอ็นบีซี/วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ชาวอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งต้องการให้สภาคองเกรสทำการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่าชาวอเมริกัน 49% ให้การสนับสนุนกระบวนการถอดถอนปธน.ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ขณะที่ 46% คัดค้านการถอดถอนปธน.ทรัมป์ ผลการสำรวจก่อนหน้านี้ในเดือนต.ค. พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 43% สนับสนุนการถอดถอนปธน.ทรัมป์ ขณะที่ 49% คัดค้านการถอดถอนปธน.ทรัมป์ อย่างไรก็ดี คะแนนความนิยมต่อผลการทำงานของปธน.ทรัมป์เพิ่มขึ้น 2% สู่ระดับ 45% ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจแนวโน้มคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า พบว่า นายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำปธน.ทรัมป์ 50% ต่อ 41% ขณะที่นางเอลิซาเบท วอร์เรน มีคะแนนนำปธน.ทรัมป์ 50% ต่อ 42%
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 114.75 จุด ทำนิวไฮ ขานรับสัญญาณเจรจาการค้าคืบหน้า  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทำนิวไฮเมื่อคืนนี้ (4 พ.ย.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ขานรับสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ หลังจากนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐได้แสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกในเดือนนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,462.11 จุด พุ่งขึ้น 114.75 จุด หรือ +0.42% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,078.27 จุด เพิ่มขึ้น 11.36 จุด, +0.37% ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดวันทำการล่าสุดที่ 8,433.20 จุด เพิ่มขึ้น 46.80 จุด, +0.56%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก รับความหวังเจรจาการค้าคืบหน้า  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 พ.ย.) ขานรับความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดในเดือนต.ค. ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดุลการค้า และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการ ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.63 เยน จากระดับ 108.25 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9880 ฟรังก์ จากระดับ 0.9856 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3150 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3146 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1127 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1161 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2879 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2935 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6880 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6907 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) จับตา”พาวเวล”แถลงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อคองเกรส 13 พ.ย.  คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะแถลงต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในวันที่ 13 พ.ย. คณะกรรมาธิการฯระบุว่า การแถลงดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 23.00 น.ตามเวลาไทย