ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 5 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

นักลงทุนที่มีทองคำในมือ อาจแบ่งขายบางส่วนหากราคาไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน และรอการอ่อนตัวลงของราคา หากสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,680-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้เข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้นจากการแกว่งตัวอีกครั้ง

แนวรับ : 1,680 1,668 1,657 แนวต้าน : 1,713 1,728 1,747

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน  หลังสหรัฐระบุว่า“มีหลักฐานสำคัญ” ที่บ่งชี้ว่า COVID-19 ที่แพร่ระบาดและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก มีต้นตอจากห้องปฏิบัติการในเมืองอู่ฮั่น ทางตอนกลางของจีน  พร้อมกันนี้สื่อต่างประเทศยังรายงานเพิ่มเติมว่า  สหรัฐกำลังหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆในการตอบโต้จีนไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น, การยกเลิกการจ่ายพันธบัตรสหรัฐที่จีนถือครอง, การสกัดกั้นไม่ให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลสหรัฐเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน, การปลดจีนออกจากหลักการการคุ้มกันอำนาจอธิปไตย “Sovereign Immunity” ล่าสุด Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังหาวิธีดึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกออกจากจีน เพื่อลดการพึ่งพาจีนเท่าที่ทำได้ ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่า ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศอาจบานปลายกลายเป็นสงครามการค้ารอบใหม่จึงมีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในวงกว้าง  ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,714.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  อย่างไรก็ดี  สกุลเงินดอลลาร์ได้รับอานิสงค์เชิงบวกในฐานะสกุลเงินปลอดภัยเช่นกัน  จึงเป็นปัจจัยสกัดช่วงบวกทองคำเอาไว้  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +3.81 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดุลการค้า, ดัชนี PMI ภาคการบริการจากมาร์กิตและ ISM

จจัยทางเทคนิค :

ราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบ หากราคาทองคำขึ้นไปทดสอบแนวต้านในโซน  1,708-1,713  ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้วยืนได้แข็งแกร่ง ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปทดสอบ แนวต้านถัดไป 1,725-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของสัปดาห์ที่ผ่านมา)แต่หากผ่านแนวต้านแรกไม่ได้ ราคาจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับอยู่ในบริเวณ 1,680-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ราคาทองคำมีจุดเสี่ยงเปิดสถานะขายระยะสั้นในบริเวณ 1,708-1,713  ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนหากยืน 1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) แต่หากราคาอ่อนตัวลงไปก่อนให้พิจารณาบริเวณ 1,680-1,668 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเปิดสถานะซื้อ แต่หากหลุดโซนดังกล่าวแนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคา

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยโควิด-19 ทำยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมี.ค.ร่วงหนัก 10.3%  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐลดลง 10.3% ในเดือนมี.ค. จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งปรับตัวลดลงในอัตราที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 9.7% หลังจากหดตัวลง 0.1% ในเดือนก.พ.
  • (+) รัฐบาลสหรัฐเร่งหาวิธีดึงห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน หวังลดการพึ่งพาจีนเท่าที่ทำได้  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเร่งหาวิธีดึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกออกจากจีน เพื่อลดการพึ่งพาจีนเท่าที่ทำได้ ตามคำมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการดึงการผลิตของบริษัทสหรัฐออกจากต่างประเทศ  ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เพื่อตอบโต้จีนจากกรณีการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)  สหรัฐได้พยายามเชิญชวนให้บริษัทสหรัฐกลับมาดำเนินการผลิตในประเทศอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งด้วยการใช้ภาษีจูงใจและมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ โดยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความพยายามดังกล่าวเข้มข้นขึ้นไปอีก เพราะสหรัฐได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน  เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลหรัฐ เปิดเผยว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเร่งดำเนินการ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการทำธุรกิจกับจีนกลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้บริษัทหลายแห่งพิจารณาเลิกทำธุรกิจกับจีน เมื่อประเมินจากผลกระทบที่ไวรัสดังกล่าวมีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
  • (+) รายงานภายในเตือนจีนเผชิญกระแสต่อต้านเรื่องไวรัสเช่นเดียวกับจตุรัสเทียนอันเหมิน  แหล่งข่าวระบุว่า รายงานภายในของจีนเตือนว่า จีนเผชิญกระแสความมุ่งร้ายเพิ่มมากขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐเสื่อมถอยจนกลายเป็นการเผชิญหน้า  รายงานดังกล่าว ซึ่งเสนอเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาโดยกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติต่อเหล่าผู้นำจีน ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สรุปว่า ความรู้สึกต่อต้านจีนทั่วโลกอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เหตุปราบจลาจลที่จตุรัสเทียมอันเหมินปี 1989   แหล่งข่าวระบุว่า ด้วยเหตุนี้ จีนเผชิญกระแสความรู้สึกต่อต้านจีนอันนำโดยสหรัฐหลังโรคระบาดและจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับกรณีเลวร้ายที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าทางอาวุธระหว่างทั้ง 2 ประเทศ  รายงานดังกล่าวจัดทำโดยสถาบันวิเทศน์สัมพันธ์ร่วมสมัยจีน (CICIR) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิชาการของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติจีน
  • (-)ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลัก นลท.รุกซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังสหรัฐขู่รีดภาษีจีน  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดด้านการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากสหรัฐขู่เก็บภาษีจีนเพื่อตอบโต้กรณีที่จีนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9654 ฟรังก์ จากระดับ 0.9617 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4078 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4074 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 106.72 เยน จากระดับ 106.83 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0907 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0975 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2441 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2484 ดอลลาร์
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 26.07 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ,พลังงาน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (4 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานที่นักลงทุนส่งเข้ามาในช่วงท้ายของการซื้อขาย ซึ่งได้ช่วยสกัดปัจจัยลบจากความตึงเครียดด้านการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,749.76 จุด เพิ่มขึ้น 26.07 จุด หรือ +0.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,842.74 จุด เพิ่มขึ้น 12.03 จุด หรือ +0.42% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,710.71 จุด เพิ่มขึ้น 105.77 จุด หรือ +1.23%