วิเคราะห์ราคาทองคำ 5 ก.ย.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,535 1,528 1,517

แนวต้าน : 1,557 1,563 1,574

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป รัฐมนตรีพาณิชย์จีนระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐดำเนินไปด้วยดี “อย่างยิ่ง” ขณะที่นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และทั้งคู่ตกลงจัดการเจรจาการค้าในเดือนต.ค. ณ กรุงวอชิงตัน ประกอบกับ เกิดความหวังที่ว่า จีนจะลดสัดส่วนการกันสำรองสำหรับธนาคารเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่น จนกระตุ้นให้นักลงทุน โยกเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปิดตลาดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในวันนี้ ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ราว 3.054 หมื่นล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 182.7% ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในรอบ 30 วันซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.671 หมื่นล้านหุ้นต่อวัน จนทำให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยถูกขายออกมา อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำอ่อนตัวลงไม่มากและสามารถทรงตัวในระดับสูง น่าจะพอทำให้ในระยะสั้น ราคาอาจเคลื่อนไหวในทิศทางค่อยๆขยับขึ้น เบื้องต้นหากราคาทดสอบแนวต้านที่ 1,555-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขาย โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,535-1,533 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็จะเป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,555-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้เห็นแรงขายทำกำไรออกมา ในระหว่างวันให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,535-1,533 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวดังกล่าว มีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านอีกครั้ง แต่หากราคาหลุด ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ปิดสถานะออกมาก่อนหากราคาดีดตัวไม่ผ่านแนวต้าน 1,535-1,533 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านมาได้นักลงทุนสามารถรอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,535-1,533 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากหลุดแนวดังกล่าว ก็สามารถรอทำกำไรในแนวรับต่อไปบริเวณ 1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New แนะนำให้เปิดสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,535-1,533 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบกรอบบนบริเวณ 1,555-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ยอดผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของจีนทำสถิติสูงสุดที่ 4.4 พันล้านดอลลลาร์ในปี  บริษัทจีนจำนวนมากขึ้นผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในปีนี้ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวถ่วงบริษัทที่อ่อนแอและบริษัทต่างๆหาทางชำระคืนตราสารหนี้ซื้อขายสาธารณะเป็นลำดับแรก  ข้อมูลจากบริษัท China Chengxin International Credit Rating Co ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ที่สุดของจีนระบุว่า ผู้ออกหุ้นกู้ของจีนผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.18 หมื่นล้านหยวน (4.4 พันล้านดอลลาร์) ในรอบปีนี้ถึงเดือนส.ค. เทียบกับ 2.67 หมื่นล้านหยวนสำหรับทั้งปี 2017 และปี 2018 รวมกัน 
  • (+) “อลัน กรีนสแปน” เตือนสหรัฐอาจเผชิญภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบ  นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยติดลบเกิดขึ้นทั่วโลก และเพียงแต่รอเวลาเท่านั้นที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐ  “เราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า เราไม่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่ถ้าคุณเข้าใจทัศนคติของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คุณจะพบว่า พวกเขาต้องการดอกเบี้ย” นายกรีนสแปนกล่าว และเสริมว่า นักลงทุนควรพิจารณาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น  อดีตประธานเฟดยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้คนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (hard asset) ซึ่งพวกเขารู้ว่า จะมีมูลค่าในปีต่อๆ ไป เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด โดยเขาทวีตว่า “เฟดล้มเหลวในการดำเนินการ ในขณะที่เยอรมนีและประเทศอื่นๆอีกจำนวนมากมีอัตราดอกเบี้ยติดลบ” ซึ่งเป็นการกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก
  • (-) รมว.พาณิชย์จีนเผยเจรจาการค้ากับสหรัฐดำเนินไปด้วยดีอย่างยิ่ง  วันนี้นายเกา หูเฉิง รัฐมนตรีพาณิชย์จีนระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐดำเนินไปด้วยดี “อย่างยิ่ง”  เขาเสริมว่า มี “ความคืบหน้าอย่างมาก” เกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าในอนาคตระหว่างสองประเทศ  ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และทั้งคู่ตกลงจัดการเจรจาในเดือนต.ค. ณ กรุงวอชิงตัน
  • (-) สนง.สถิติเยอรมนีเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค.ลดลง 2.7%  สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของเยอรมนีในเดือนก.ค.ลดลง 2.7% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 1.5%   รายงานระบุว่า ยอดสั่งซื้อภายในประเทศลดลง 0.5% ขณะที่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศร่วงลง 4.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สำหรับยอดสั่งซื้อใหม่ในประเทศในกลุ่มยูโรโซน ขยับขึ้น 0.3% ขณะที่ยอดสั่งซื้อใหม่จากประเทศอื่นๆ ร่วงลง 6.7% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  กระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนีระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณว่าภาคการผลิตจะฟื้นตัวในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เมื่อพิจารณาจากยอดสั่งซื้อใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงในไตรมาส 3 เนื่องจากผลกระทบของข้อพิพาทการค้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก และผู้ประกอบการในภาคการผลิตมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ
  • (+/-) อังกฤษมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนับแต่วิกฤติการเงิน  อังกฤษอาจมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเงิน หลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเบร็กซิทถ่วงอุตสาหกรรมภาคบริการของประเทศมากกว่าที่คาด  IHS Markit ระบุในการเผยแพร่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) เมื่อวานนี้ว่า การเติบโตในภาคดังกล่าวเกือบหยุดนิ่งในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งขณะที่ผลสำรวจที่คล้ายกันบ่งชี้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตและก่อสร้างของประเทศอยู่ในช่วงขาลงอย่างหนัก ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้เป็นนัยว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัว 0.1% ในไตรมาส 3  IHS Markit คาดว่าอังกฤษมีแนวโน้มก้าวสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ผลผลิตลดลงแล้ว 0.2% ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนมิ.ย. ซึ่งหมายความว่า ผลดังกล่าวจะทำให้อังกฤษเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแม้แต่ก่อนการแยกตัวจากสหภาพยุโรปในช่วงสิ้นเดือนหน้า