ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาทองคำมีแรงซื้อเข้ามาพยุงให้ราคาเคลื่อนไหวในระดับสูง หากสามารถยืน 1,965 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้เข้าซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้น เพื่อรอแบ่งทองคำออกขายทำกำไรโซน 1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,965 1,948 1,932 แนวต้าน : 1,988 2,000 2,013

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.62  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองคำพ่งุขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 1,987.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายในตลาดเอเชียจากความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะแบนแอป “TikTok” ของจีนซึ่งกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  พร้อมกับกดดันสกุลเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่า  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรในเวลาต่อมา  ขณะที่ดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นกดดันราคาทองคำเพิ่ม  หลังโมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่า  ทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการ TikTok ขณะที่สื่อรายงานง่าประธานาธิบดีทรัมป์จะให้เวลา 45 วันแก่บริษัท ByteDance ของจีนในการเจรจาเพื่อขายกิจการ TikTok ให้แก่ไมโครซอฟท์   นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มหลัง ISM เผยว่า  ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐดีดตัวขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีอีกด้วย  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ  1,959.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่แรงซื้อ Buy the dip ในราคาทองคำยังคงแข็งแกร่ง  เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนยังมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองและเสรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ส่งผลให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นกลับมาปิดตลาดในแดนบวกได้ในที่สุด  ด้านกองทุน  SPDR ถือครองทองเพิ่ม +6.43 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน และการสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจาก IBD/TIPP

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำพยายามยืนเหนือ 1,965 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ มีแนวโน้มจะขึ้นทดสอบ 1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์) แต่ถ้าไม่สามารถปรับขึ้นได้ จะเกิดแรงขายออกมาบ้าง โดยแนวรับระยะสั้นจะอยู่ที่ 1,965 และแนวรับสำคัญจะอยู่บริเวณ 1,948 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาสามารถยืนเหนือ 1,965-1,948 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แนะนำเปิดสถานะซื้อ หากหลุด 1,948 ดอลลาร์ต่อออนซ์แนะนำตัดขาดทุน สำหรับการปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรอาจพิจารณาดูบริเวณแนวต้าน 1,988 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านขึ้นไปให้ชะลอการขายออกไปโซน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”ชี้สหรัฐควรได้รับสัดส่วนจำนวนมากของราคาขายกิจการ”TikTok”  เมื่อวานนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐระบุว่า รัฐบาลสหรัฐควรได้รับ “สัดส่วนจำนวนมาก” ของราคาขายกิจการในสหรัฐของแอพพลิเคชั่น “TikTok” และเตือนว่า เขาจะสั่งห้ามการให้บริการดังกล่าวในสหรัฐในวันที่ 15 ก.ย.หากปราศจากการขายธุรกิจ  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ปธน.ทรัมป์ระบุว่า เขาวางแผนห้ามการดำเนินงานในสหรัฐของ “TikTok” ของจีนในวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นอย่างเร็วหลังมองข้ามความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจแก่ Microsoft  สื่อมวลชนรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นักลงทุนบางส่วนประเมินมูลค่า “TikTok”  ที่ราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • (+) สหรัฐเผยการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างต่ำสุดรอบ 1 ปีในเดือนมิ.ย.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 0.7% สู่ระดับ 1.355 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากร่วงลง 1.7% ในเดือนพ.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนมิ.ย.
  • (+) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐขยายตัวครั้งแรกรอบ 5 เดือนในก.ค.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.9 ในเดือนก.ค. จากระดับ 49.8 ในเดือนมิ.ย.
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐพุ่งนิวไฮรอบกว่า 1 ปีในเดือนก.ค.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีที่แล้ว จากระดับ 52.6 ในเดือนมิ.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 53.6
  • (-) Eli Lilly เผยกำลังทดสอบยาต้านไวรัสโควิด-19 ในเฟสสุดท้าย  Eli Lilly & Co ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า ทางบริษัทกำลังเริ่มต้นทดสอบยา LY-CoV555 ในเฟสสุดท้าย  ทั้งนี้ Eli Lilly & Co พัฒนายา LY-CoV555 ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสโควิด-19 ร่วมกับบริษัท AbCellera ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของแคนาดา โดยจะมีการทดลองในอาสาสมัครจำนวน 2,400 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราในสหรัฐที่เคยมีรายงานการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 236.08 จุด ขานรับข่าวซื้อกิจการ,ภาคการผลิตสหรัฐสดใส  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (3 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ ขานรับดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐที่พุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 1 ปี นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวการซื้อกิจการในภาคธุรกิจ ซึ่งรวมถึงข่าวไมโครซอฟท์เจรจาซื้อกิจการ TikTok และกูเกิลเข้าซื้อหุ้นในบริษัท ADT ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในสหรัฐ รวมทั้งตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ค.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,664.40 จุด พุ่งขึ้น 236.08 จุด หรือ +0.89% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,294.61 จุด เพิ่มขึ้น 23.49 จุด หรือ +0.72% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,902.80 จุด เพิ่มขึ้น 157.53 จุด หรือ +1.47%
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับภาคการผลิตสหรัฐสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (3 ส.ค.) ขานรับดัชนีภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ค.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.19% แตะที่ระดับ 93.5485 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.97 เยน จากระดับ 105.77 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ0.9178 ฟรังก์ จากระดับ 0.9138 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3385 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3384 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1759 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1782 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3074 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3101 ดอลลาร์