ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 21, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 มิ.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,691-1,687  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ เพื่อหวังทำกำไรจากการดีดตัวขึ้นในช่วงสั้น โดยทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,708-1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,691 1,680 1,668 แนวต้าน : 1,712 1,726 1,739

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลงถึง 28.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันหลักมาจากการเปิดรับความเสี่ยง(Risk on) ของนักลงทุนทั่วโลก  ท่ามกลางความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะพลิกฟื้นหลังจากทั่วโลกกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง  ตอกย้ำความหวังเชิงบวกดังกล่าวหลัง ADP เผยว่าการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 2.76 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. ซึ่ง “ดี” กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงกว่า 9 ล้านตำแหน่ง  ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐจาก ISM และ”มาร์กิต” ต่างก็ออกมาดีเกินคาดเช่นเดียวกัน  สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปเรียบร้อย  จึงกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง  จนดันดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้  พร้อมกับเทขายทองคำซึ่งอยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย   ส่งผลให้ราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนักกว่า 45 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวันที่ 1,732 ดอลลาร์ต่อออนซ์  สู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 1,687 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนจะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคาเอาไว้  ทำให้ราคาทองคำลดช่วงติดลบขึ้นมาปิดตลาดบริเวณ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในที่สุด  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม +4.09 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB) คาด ECB จะ “คง” อัตราดอกเบี้ย  แต่อาจเพิ่มวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์ หรือ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) และขยายระยะเวลาโครงการออกไป รวมถึงติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

แนวโน้มราคาเป็นลบชัดเจนขึ้นหลังจากราคาทิ้งตัวลงแรง แต่ระยะสั้นอาจเกิดการฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น หากราคายืนเหนือแนวรับ 1,691-1,687  ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไรส่งผลให้ราคาดีดกลับช่วงสั้นๆ เบื้องต้นอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้งหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอหรือมีปัจจัยใหม่มาดันราคาขึ้น โดยประเมินแนวต้านที่ 1,708-1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,691 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,687 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระดับต่ำสุดของวานนี้) และสำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะซื้ออยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,708-1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อลดความเสี่ยง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเตรียมออกมาตรการคุมเข้มสื่อมวลชนจีนเพิ่มเติม  แหล่งข่าวระบุเมื่อวานนี้ว่า คาดว่าสหรัฐจะกำหนดให้สื่อมวลชนของทางการจีนอย่างน้อยอีก 4 แห่งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเช่นเดียวกับสถานทูตต่างชาติ ซึ่งเป็นการเพิ่มข้อจำกัดต่อการดำเนินงานของพวกเขาในสหรัฐ  การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าจะโหมกระพือความตึงเครียดสหรัฐ-จีน อาจมีขึ้นในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นเป็นอย่างเร็ว โดยตามหลังการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเมื่อวันศุกร์เรื่องมาตรการตอบโต้จีนประเด็นจีนคุมเข้มฮ่องกง  แหล่งข่าวระบุว่า คาดว่าการกำหนดดังกล่าวจะรวมถึงสถานีโทรทัศน์กลางจีน (CCTV) ซึ่งเป็นเครือข่ายอันดับ 1 ของรัฐบาลและ China News Service ซึ่งเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่อันดับ 2 ของทางการจีน
  • (+) คณะบริหารสหรัฐห้ามสายการบินจีนบินเข้าสหรัฐ,เริ่มกลางเดือนนี้  คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐสั่งห้ามสายการบินพาณิชย์จีนบินเข้าสู่สหรัฐเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อจีน ซึ่งไม่อนุญาตให้สายการบินสหรัฐเริ่มการบินในจีนอีกครั้ง และเสี่ยงที่จะแยกตลาดการบินขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 2 แห่งออกจากกันและกัน  คำสั่งดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อวานนี้ จะมีผลบังคับใช้วันที่ 16 มิ.ย. แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • (+) ยูโรแข็งค่าต่อเนื่อง รับข่าวยุโรปตั้งกองทุนฟื้นฟูศก.  สกุลเงินยูโรแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (3 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เสนอจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐสูญเสียความน่าดึงดูดในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1237 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1171 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2587 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2541 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6930 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6887 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9619 ฟรังก์ จากระดับ 0.9621 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3485 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3515 ดอลลาร์แคนาดา แต่หากเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 108.93 เยน จากระดับ 108.71 เยน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 527.24 จุด รับตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนดีกว่าคาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้ (3 มิ.ย.) ขานรับตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 26,269.89 จุด พุ่งขึ้น 527.24 จุด หรือ +2.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,122.87 จุด เพิ่มขึ้น 42.05 จุด หรือ +1.36% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,682.91 จุด เพิ่มขึ้น 74.54 จุด หรือ +0.78%
  • (-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐหดตัวเดือนที่ 4 เซ่นพิษโควิด  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 37.5 ในเดือนพ.ค. หลังจากทรุดตัวลงแตะ 26.7 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐดีดตัวสูงกว่าคาดในเดือนพ.ค.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 45.4 ในเดือนพ.ค. หลังจากดิ่งลงแตะ 41.8 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2552 และเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2552 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 44.0 ในเดือนพ.ค.
  • (-) โควิด-19 ฉุดการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐลดลงกว่า 2 ล้านตำแหน่งในพ.ค.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 2.76 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. แต่ยังดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 8.75 ล้านตำแหน่ง หลังจากทรุดตัวลง 19.6 ล้านตำแหน่งในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นภาวะการจ้างงานที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 2545
  • (-) นักวิเคราะห์ชูตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐส่งสัญญาณตลาดแรงงานผ่านภาวะย่ำแย่ที่สุดแล้ว  นายมาร์ค แซนดี หัวหน้านักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ อนาลิติกส์ กล่าวว่า ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนพ.ค.อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานได้ผ่านภาวะย่ำแย่ที่สุดจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19