พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 พ.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาอาจขึ้นไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,517-1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา เมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,504-1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,504 1,493 1,480  แนวต้าน : 1,519 1,535 1,546

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,503.10  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 128,000 ตำแหน่ง “สูงกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 89,000 ตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% และตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.2%  ก่อนที่ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเวลาต่อมา  หลัง ISM เปิดเผยว่าดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐในเดือนต.ค.อยู่ที่ระดับ 48.3 “ต่ำกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.1 สะท้อนว่าภาคการผลิตในสหรัฐหดตัวของเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน  จนเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำ  อย่างไรก็ดีการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำถูกสกัดช่วงบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ทะยานขึ้นขานรับตัวเลชการจ้างงานที่ดีกว่าคาด  และทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังจากทั้งจีนและสหรัฐออกมาระบุสอดคล้องกันว่า  ทั้ง 2 ประเทศมีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าและได้บรรลุฉันทามติในประเด็นหลักทางการค้าร่วมกัน  จึงทำให้ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -0.88 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ระยะสั้นหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,504 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,517-1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำหลุดแนวรับดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวลงไปหาแนวรับถัดไปที่ 1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แบ่งทองคำออกขายทำกำไร  หรือ  อาจเปิดสถานะขายหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,517-1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์  เพื่อรอเข้าซื้อคืนหากการอ่อนตัวลงของราคาสามารถยืนเหนือโซน 1,504-1,493 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยตัดขาดทุนสถานะขายหากราคาดีดตัวขึ้นแรงผ่าน 1,519 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก ยังถูกกดดันจากเฟดลดดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 พ.ย.) โดยยังคงถูกกดดันจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ และจากการแสดงความเห็นของนายริชาร์ด คลาริดา รองประธานเฟด ซึ่งสนับสนุนเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.11% สู่ระดับ 97.2453 ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9856 ฟรังก์ จากระดับ 0.9869 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3146 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3163 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 108.25 เยน จากระดับ 107.98 เยน  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1161 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1145 ดอลลาร์
  • (+) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐหดตัวเป็นเดือนที่ 3 ในต.ค.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 48.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 47.8 ในเดือนก.ย. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.1% ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรัฐ ซึ่งเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 3
  • (-) “ทรัมป์” เผยอาจลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนที่รัฐไอโอวา  สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ว่า เขาอาจลงนามข้อตกลงการค้ากับจีนที่รัฐไอโววา ซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเก็บภาษีนำเข้าในการทำสงครามการค้าระยะเวลาเกือบ 16 เดือนระหว่างสหรัฐและจีน ปธน.ทรัมป์กล่าวเมื่อเย็นวันศุกร์ว่า การเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเฟสแรกกำลังดำเนินไปด้วยดี และเขาหวังที่จะลงนามข้อตกลงดังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในสหรัฐเมื่อการทำข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์
  • (-) จีนเผยบรรลุฉันทามติประเด็นหลักทางการค้ากับสหรัฐ  ทางการจีนเปิดเผยในวันนี้ว่า จีนได้บรรลุฉันทามติในประเด็นหลักทางการค้ากับทางสหรัฐ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันทางโทรศัพท์ในสัปดาห์นี้ กระทรวงพาณิชย์จีนแถลงว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ และนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ในวันนี้ โดยการเจรจาเป็นไปอย่างจริงจังและสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นหลักทางการค้า และมีการเจรจาเตรียมการสำหรับการหารือครั้งต่อไป
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 301.13 จุด ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่งเกินคาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (1 พ.ย.) ขานรับกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด และการเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตจีนที่ขยายตัว ก็ได้ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ข่าวความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ได้ช่วยหนุนตลาดด้วย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,347.36 จุด เพิ่มขึ้น 301.13 จุด หรือ +1.11%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,066.91 จุด เพิ่มขึ้น 29.35 จุด หรือ +0.97% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,386.40 จุด เพิ่มขึ้น 94.04 จุด หรือ +1.13%
  • (+/-) สหรัฐเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งเกินคาดในเดือนต.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 128,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 89,000 ตำแหน่ง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากเกินคาดในเดือนต.ค. แม้พนักงานบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) จำนวน 46,000 คนได้ทำการผละงานประท้วง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% ในเดือนต.ค.ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ก็ยังใกล้ระดับ 3.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปีที่ทำไว้ในเดือนก.ย. ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ หรือ 0.2% หลังจากทรงตัวในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 3.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนก.ย.