ศุกร์. พ.ย. 22nd, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ต.ค.62(ภาคบ่าย) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,496 1,483 1,474

แนวต้าน : 1,524 1,535 1,546

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  การเปิดเผยข้อมูลด้านการจ้างงานจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ของเดือนก.ย.ในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรอาจเพิ่มขึ้น 140,000-145,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ประมาณ 173,000 ราย  ขณะที่อัตราการว่างงานจะอาจทรงตัวที่ระดับ 3.7% และ ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยอาจปรับขึ้น 0.3% เดือนก.ย. หลังจากเมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมาการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับขึ้นเพียง 130,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ 3.7% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนส.ค. และ ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยปรับขึ้น 0.4% ในเดือนในเดือนส.ค. ซึ่งปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. หลังปรับขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค.  ทั้งนี้  นักลงทุนยังคงรอคอยรายงานการจ้างงานของสหรัฐเพื่อช่วยตัดสินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้หรือไม่ ขณะที่ประธานเฟดสาขาชิคาโก และ ประธานเฟดสาขาดัลลัส  เปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ของการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ เบื้องต้นแนะนำให้นักลงทุนเน้นการซื้อขายระยะสั้น โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้อาจใช้เป็นจุดเข้าซื้อ  และนักลงทุนที่ถือทองคำไว้อาจหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,520-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขายที่เพิ่มขึ้น

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: หากราคาทองคำไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือโซน 1,520-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เห็นแรงขายทำกำไรออกมา ให้จับตาบริเวณแนวรับ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาย่อตัวไม่หลุดแนวดังกล่าว มีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้านอีกครั้ง แต่หากราคาหลุดประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position ให้ปิดสถานะออกมาก่อนหากราคาดีดตัวไม่ผ่านแนวต้าน 1,520-1,524  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาผ่านได้นักลงทุนสามารถรอไปปิดสถานะทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไป

Short Position นักลงทุนสามารถปิดสถานะหากราคาทองคำลงมาบริเวณ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำให้ปิดสถานะขายลง

Open New เบื้องต้นเน้นเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้เปิดสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดกรอบล่างบริเวณ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปกรอบบนบริเวณ  1,520-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (+) ผลสำรวจชี้ทัศนะบวกชาวอเมริกันต่อเศรษฐกิจลดแตะต่ำสุดรอบ 3 ปีใน Q3  ผลสำรวจเศรษฐกิจทั่วอเมริกาของสถานีโทรทัศน์ CNBC ระบุว่า ทัศนคติของชาวอเมริกันต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ปรับสู่ขาลงอย่างหนักในไตรมาส 3 โดยมีเพียง 23% ที่เชื่อว่า เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งเป็นทัศนะบวกในระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี  ข่าวดีคือ ทัศนะต่อภาวะปัจจุบันของเศรษฐกิจ ปรับลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดย 48% ระบุว่า เศรษฐกิจยอดเยี่ยมหรือดี ลดลงจาก 51% ในเดือนพ.ค. และ 49% มองว่า เศรษฐกิจอยู่ในระดับปานกลางหรืออ่อนแอ โดยปรับขึ้นเพียง 1%  แต่ในขณะที่เพียง 23% คาดว่า เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น และ 32% เชื่อว่า จะเลวร้ายลง ผลสำรวจดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่การดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่ทัศนะลบทางเศรษฐกิจแซงหน้าทัศนะบวก
  • (+)“แคร์รี ลัม” ประกาศห้ามผู้ชุมนุมสวมหน้ากาก หวังปราบปรามการประท้วงในฮ่องกง  นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง จัดการแถลงข่าวในวันนี้ โดยได้ประกาศการห้ามสวมหน้ากากในกลุ่มผู้ประท้วงอย่างเป็นทางการหลังจากที่สื่อได้รายงานข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งถึอเป็นการออกกฎหมายฉุกเฉินครั้งแรกนับตั้งแต่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับจีนในปี 2540  ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในการประท้วงช่วงปลายสัปดาห์นี้ เนื่องจากผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาแสดงพลังต่อต้านกฎหมายดังกล่าว โดยหน้ากากถือเป็นเครื่องป้องกันใบหน้าของผู้ประท้วงที่กลัวรัฐบาลออกหมายจับหากสามารถระบุตัวตนของผู้ประท้วงได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้กดดันให้สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ปลดพนักงานที่ออกมาร่วมชุมนุม
  • (+) “บาร์เคลย์ส”เตือนมีโอกาส 25-30% ที่ศก.สหรัฐจะถดถอยใน 12 เดือนข้างหน้า  บาร์เคลย์สระบุว่า มีโอกาส 25-30% ที่สหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในเวลา 1 ปี  นายไมเคิล กาเพน จากบาร์เคลย์สแสดงความกังวลเช่นเดียวกับตลาดวอลล์สตรีทในเรื่องเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหม่ ก่อนการเปิดเผยรายงานจ้างงานรายเดือนในวันนี้  นายกาเพน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจสหรัฐคาดว่า การจ้างงานจะเป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่า เศรษฐกิจจะหดตัวภายใน 12 เดือนข้างหน้าหรือไม่  เขากล่าวผ่านรายการ “Trading Nation” ของสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันพุธว่า “มีความกังวลว่า ความอ่อนแออันยาวนานในการผลิตอาจกระจายออกไป”
  • (+) เฟดเผยยอดการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า เฟดได้เพิ่มการถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐ โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 ต.ค. เฟดถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐโดยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 5,313 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 2,112,718 ล้านดอลลาร์  ข้อมูลของเฟดระบุว่า ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐส่วนใหญ่ที่เฟดถือครองนั้น เป็นตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐ เช่น ตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,963,674 ล้านดอลลาร์  ทั้งนี้ เฟดได้ซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาล และหลักทรัพย์อื่นๆ อาทิ หลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (MBS) จากตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน และกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนหลังเกิดวิกฤตการเงินในปี 2551  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณซึ่งเป็นนโยบายการเงินพิเศษนั้น ทำให้เฟดต้องถือครองหลักทรัพย์และ MBS ปริมาณมาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นให้กับตลาดการเงินสหรัฐในการรับมือกับวิกฤตการเงิน  ขณะเดียวกัน เฟดได้ลดมูลค่าการถือครอง MBS ลงโดยเฉลี่ยต่อวัน 10,980 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 1,467,258 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 ต.ค.
  • (+/-) รมว.ต่างประเทศสหรัฐเผยจะเจรจากับอียูประเด็นภาษี  นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐระบุในการให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ La Stampa วันนี้ว่า สหรัฐจะเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) ก่อนเริ่มการเก็บภาษีการค้าต่อสินค้ายุโรป  เขาระบุว่า “เราจะเจรจากับ EU… เราจะทำให้ดีที่สุดเพื่อปรับให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ”  แต่เขาระบุว่า นั่น “เป็นความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างแน่นอน”