พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาอาจทดสอบแนวต้าน 1,520-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านได้ให้แบ่งขายทำกำไร แต่ถ้าผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่าน ประเมินแนวรับที่ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,496 1,483 1,474  แนวต้าน : 1,524 1,535 1,546

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  5.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์และแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง  อันเนื่องมาจากความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ  หลังผลสำรวจของ ISM พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐร่วงลงเกินคาดแตะระดับ 52.6 ในเดือนก.ย. ซึ่งกดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงในช่วงแรกเกือบ 300 จุดจนช่วยหนุนให้ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ  1,519.70  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา  หลังจากดัชนีดาวโจนส์พลิกกับมาปิดตลาดในแดนบวก  โดยสินทรัพย์เสี่ยงพลิกฟื้นขึ้นได้จากการที่นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในปีนี้หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แย่เกินคาด  สะท้อนจาก FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นแตะ 90% จากะดับ 75.4% ในวันพุธ  ส่วนโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธ.ค. ก็เพิ่มขึ้นแตะ 50%จากระดับ 37.8% ในวันพุธเช่นกัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง, อัตราการว่างงานและการจ้างงานนอกภาคการเกษตร  พร้อมกับจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟดในงาน “Fed Listens”

จจัยทางเทคนิค :

ราคาขยับขึ้นแต่ก็มีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ขณะที่การแกว่งตัวของราคาแสดงให้เห็นถึงแรงซื้อแรงขายกำลังต่อสู้กัน  ซึ่งหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือรับ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะมีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อสร้างฐานราคาต่อและ มีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับถัดไปโซน 1,483 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,500-1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และให้ทยอยทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,520-1,524 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลลาร์ร่วงหลังข้อมูลภาคบริการสหรัฐอ่อนแอ  ดอลลาร์ร่วงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเยน และระดับต่ำสุดรอบ 1 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยูโรในวันพฤหัสบดี ในขณะที่นักลงทุนวิตกว่า ความอ่อนแอในทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐเป็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ คาดการณ์ที่ว่า สหรัฐจะยังคงปรับตัวได้ดีกว่าเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆและจะสร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการชะลอวงจรการลดอัตราดอกเบี้ย ได้ลดลงในสัปดาห์นี้หลังการเปิดเผยการสำรวจภาคการผลิตและภาคบริการที่อ่อนแอ  ข้อมูลเมื่อวานนี้แสดงว่า ดัชนีภาคบริการของสถาบันจัดการอุปทาน (ISM) ร่วงสู่ 52.6 ในเดือนก.ย. จาก 56.4 ในเดือนก่อนหน้า ดัชนีของเมื่อเดือนที่แล้วเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาษี  นอกจากนี้ ดัชนีการจ้างงานของการสำรวจยังร่วงสู่ 50.4 จาก 53.1 ในเดือนส.ค. ดัชนีการจ้างงานเดือนก.ย.อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2014  ข้อมูลภาคบริการของสหรัฐมีขึ้นหลังรายงานภาคการผลิตของสหรัฐในวันอังคารซึ่งแสดงถึงภาพที่ซบเซา ในขณะที่ดัชนีของ ISM ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี “ชัดเจนว่า แนวโน้มที่ข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่ของสหรัฐบ่งชี้ถึงการอ่อนแอลง และดูเหมือนว่าความวิตกเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวได้รับการยืนยัน” นักวิเคราะห์กล่าว  “ขณะที่ภาคบริการยังคงเพิ่มการจ้างงาน แต่เห็นได้ชัดว่า เราไม่ได้เพิ่มการจ้างงานในระดับที่แข็งแกร่ง และเราอาจจะเห็นว่า ความอ่อนแอต่อไปในภาคบริการมีผลกระทบอย่างมากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”  ในการซื้อขายช่วงบ่าย ดอลลาร์ปรับลง 0.3% เมื่อเทียบกับเยน ที่ 106.88 เยน โดยร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ที่ 106.49 เยนหลังการเปิดเผยรายงานภาคบริการของ ISM  ดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 0.2% มาที่ 98.86 ในขณะที่ยูโรปรับขึ้น 0.1% มาที่ 1.0969 ดอลลาร์ ยูโรปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดรอบ 1 สัปดาห์ ที่ 1.0999 ดอลลาร์หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
  • (+) นักลงทุนคาดมีโอกาส 90% เฟดหั่นดอกเบี้ยเดือนนี้ หลังภาคบริการสหรัฐวูบ  นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หลังการเปิดเผยตัวเลขภาคบริการของสหรัฐที่อ่อนแอเมื่อวานนี้  ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาสสูงถึง 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 30-31 ต.ค. และมีแนวโน้ม 50% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่งในเดือนธ.ค.  หากเฟดตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ก็จะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ของเฟดในปีนี้ รวมทั้งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงิน 3 ครั้งติดต่อกัน
  • (+) ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐร่วงต่ำสุดรอบ 3 ปีในเดือนก.ย.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐร่วงลงแตะระดับ 52.6 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2559 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 55.3 จากระดับ 56.4 ในเดือนส.ค.
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 122.42 จุด รับคาดการณ์เฟดหั่นดอกเบี้ยเดือนนี้ หลังข้อมูลศก.สหรัฐซบเซา  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดขึ้นปิดในแดนบวกเมื่อคืนนี้ (3 ต.ค.) ขานรับกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศษฐกิจให้ฟื้นตัว หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงข้อมูลล่าสุดที่ระบุว่าดัชนีภาคบริการร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,201.04 จุด เพิ่มขึ้น 122.42 จุด หรือ +0.47% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,910.63 จุด เพิ่มขึ้น 23.02 จุด หรือ +0.80% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,872.27 จุด เพิ่มขึ้น 87.02 จุด หรือ +1.12%
  • (+/-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐเพิ่มน้อยที่สุดรอบ 3 ปีในเดือนก.ย.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.9 ในเดือนก.ย. จากระดับ 50.7 ในเดือนส.ค.  ดัชนี PMI มีการเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 3 ปี