พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ต.ค.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ราคาทองคำปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 จากภาคบริการสหรัฐอ่อนแอ

คืนนี้ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือนก.ย.

แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว Sideway up

  • ราคาทองคำ  Spot เมื่อวานปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เนื่องจากดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐเดือนก.ย.โดย ISM ลดลงสู่ระดับ 52.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2559 และต่ำกว่าตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 55.1 สะท้อนถึงเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ นอกจากนี้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 219,000 ราย สูงกว่าตลาดคาดจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 215,000 ราย ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้ตี 1 ติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานเฟด นอกจากนี้สหรัฐจะประกาศการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 145,000 ตำแหน่ง จากที่เดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเดือนก.ย. ตลาดคาดจะทรงตัวที่ระดับ 3.7% และค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนก.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว Sideway up โดยราคาทองคำมีแนวต้าน 1,510  ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญที่ 1,525 ดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงเทขายออกมาเมื่อเข้าใกล้แนวต้านดังกล่าว ขณะที่มีแนวรับที่ 1,495 ดอลลาร์ และ 1,490 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,505.10 +5.7 1,495/1,490 1,510/1,525

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,750 +200 21,650/21,600 21,800/22,000

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,940 +90 21,770/21,720 21,940/22,120

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคาทอง Spot ปรับขึ้นมาที่บริเวณ 1,525 ดอลลาร์  (GF 22,120 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,530 ดอลลาร์ (GF 22,170 บาท)

ส่วนการลงทุนในทองแท่ง แนะนำขายทำกำไรที่ราคาทองคำ Spot 1,525 ดอลลาร์

โกลด์ฟิวเจอร์สออนไลน์

Close chg Support Resistance
1,519.00 +7.50 1,505/1,500 1,520/1,535

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคา GOZ19 ปรับขึ้นมาที่บริเวณ 1,535 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,540 ดอลลาร์

ค่าเงินบาท

เงินบาทในวันนี้คาดจะเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอ่อนค่าลง เนื่องจากดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐเดือนก.ย.โดย ISM ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2559 โดย USD Futures คาดจะมีแนวรับที่  30.45 และ 30.41 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่  30.55 บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์อ่อนเทียบเยน,ยูโร เหตุวิตกเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว

          ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยนและยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงดัชนีภาคบริการที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี และดัชนีภาคการผลิตหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดบวก $5.9 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย,ดอลล์อ่อนหนุนตลาด

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยรายงานล่าสุดระบุว่า ดัชนีภาคบริการเดือนก.ย.ของสหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดทองคำ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 5.9 ดอลลาร์ หรือ 0.39% ปิดที่ 1,513.8  ดอลลาร์/ออนซ์   สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับลง 0.7 เซนต์ หรือ 0.04% ปิดที่ 17.676 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดลบ 19 เซนต์ ดิ่งต่อเนื่องวันที่ 8 เหตุวิตกศก.โลกชะลอตัว

             สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดในแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 8 เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบของสงครามการค้าอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดน้อยลงด้วย นอกจากนี้ รายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 ยังส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด  สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 19 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 52.45 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.03% ปิดที่ 57.71 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 122.42 จุด รับคาดการณ์เฟดหั่นดอกเบี้ยเดือนนี้

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดขึ้นปิดในแดนบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ต.ค.) ขานรับกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศษฐกิจให้ฟื้นตัว หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงข้อมูลล่าสุดที่ระบุว่าดัชนีภาคบริการร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,201.04 จุด เพิ่มขึ้น 122.42 จุด หรือ +0.47% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,910.63 จุด เพิ่มขึ้น 23.02 จุด หรือ +0.80% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,872.27 จุด เพิ่มขึ้น 87.02 จุด หรือ +1.12%

ปธ.เฟดนิวยอร์กชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังสดใส เชื่อยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

          นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กได้แสดงความเห็นในระหว่างการกล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเมื่อวานนี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมปฏิเสธกระแสความวิตกกังวลในตลาดที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย นายวิลเลียมส์กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในขณะนี้น่าพอใจเป็นอย่างมาก โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวราว 2% ขณะที่ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งมาก และอัตราเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนตัวใกล้ระดับ 2% อย่างไรก็ดี นายวิลเลียมส์กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง รวมทั้งข้อพิพาทการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อการลงทุนในภาคเอกชน ขณะที่การค้าระหว่างประเทศก็ชะลอตัวลงด้วย ทั้งนี้ นายวิลเลียมส์กล่าวว่า เฟดกำลังรับมือกับความไม่แน่นอนทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

เกาหลีเหนือยืนยันประสบความสำเร็จในการยิงขีปนาวุธ SLBM

          สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการยิงทดสอบขีปนาวุธแบบที่ปล่อยจากเรือดำน้ำ (Submarine-launched Ballistic Missile) หรือ SLBM ในช่วงเช้าวานนี้ รายงานระบุว่า สถาบันวิทยาศาสตร์กลาโหมได้ยิงขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดใหม่ หรือ ปุกกุกซอง-3 (Pukguksong-3) ในแนวตั้ง ในน่านน้ำนอกอ่าววอนซันของเกาหลีเหนือ “การยิงทดสอบทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิคเป็นการยืนยันดัชนีทางยุทธวิธีและทางเทคนิคที่สำคัญของขีปนาวุธข้ามทวีปที่ออกแบบใหม่ และไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน” รายงานระบุ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ไม่ได้เดินทางไปให้คำแนะนำการยิงทดสอบขีปนาวุธดังกล่าวด้วยตัวเอง แต่ได้แสดงความยินดีในนามของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานพรรคเกาหลีไปยังหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการยิงทดสอบขีปนาวุธดังกล่าว การยิงทดสอบขีปนาวุธที่ประสบความสำเร็จนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะนำไปสู่เฟสใหม่ในการป้องกันภัยคุกคามจากกองกำลังนอกประเทศต่อเกาหลีเหนือ และเป็นการเสริมกำลังทหารเพื่อการป้องกันตัวเอง  สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากนายโช ซัน ฮุย รมช.ต่างประเทศของเกาหลีเหนือกล่าวว่า เกาหลีเหนือและสหรัฐได้ตกลงที่จะจัดการเจรจาระดับคณะทำงานในสัปดาห์นี้ นางมอร์แกน ออร์ทากัส โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ยืนยันการเจรจาดังกล่าวในเวลาต่อมา ซึ่งเธอระบุว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า   การเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงักตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างนายคิมและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐในเดือนก.พ.ซึ่งสิ้นสุดลงโดยไม่มีการทำข้อตกลง

สหรัฐเตรียมเก็บภาษีสินค้า EU หลัง WTO ไฟเขียวให้ดำเนินการ ฐานอุดหนุน”แอร์บัส”ผิดกฎหมาย

          สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ออกแถลงการณ์ในวันพุธตามเวลาสหรัฐว่า รัฐบาลสหรัฐวางแผนที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) หลายรายการ หลังจากองค์การการค้าโลก (WTO) ลงมติเห็นชอบต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรป วงเงิน 7.5 พันล้านดอลลาร์ นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “สหรัฐจะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU ตามมติเห็นชอบของ WTO ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ดี เราคาดหวังที่จะเจรจากับ EU เพื่อคลี่คลายประเด็นนี้” แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า แม้ USTR มีสิทธิอำนาจในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก EU ได้ถึง 100% แต่ในขณะนี้ การปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจะถูกจำกัดเอาไว้ที่ 10% สำหรับเครื่องบินพลเรือนขนาดใหญ่ และ 25% สำหรับสินค้าเกษตรและสินค้าประเภทอื่นๆ ทั้งนี้ คณะอนุญาโตตุลาการของ WTO มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรป โดยระบุว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน ให้การอุดหนุนอย่างผิดกฎหมายต่อบริษัทแอร์บัส  WTO ยังระบุว่า สหภาพยุโรปได้ปฏิเสธที่จะดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการให้การอุดหนุนแอร์บัส หรือยกเลิกมาตรการดังกล่าว ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ โดยทำให้ยอดขายของเครื่องบินขนาดใหญ่ของสหรัฐทรุดตัวลงอย่างมาก         รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มยื่นเรื่องเรียนดังกล่าวต่อ WTO ในปี 2547 เกี่ยวกับการที่รัฐบาลยุโรปให้การอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมต่อการผลิตเครื่องบินแอร์บัส A350 และ A380