วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ก.ย.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

สามารถถือทองคำต่อได้หากราคาไม่หลุดแนวรับ 1,539 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และไปรอลุ้นขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,555 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,539 1,528 1,517  แนวต้าน : 1,555 1,563 1,574

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.97  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับหนุนจากปัจจัยต่างๆ  ดังนี้  (1.) ความวิตกเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ  หลังภาษีนำเข้ารอบใหม่ระหว่างกันเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา  นอกจากนี้จีนและสหรัฐกำลังประสบความยากลำบากในการกำหนดการเจรจาการค้า  ขณะที่วานนี้ปธน.ทรัมป์  ทวีตกดดันจีนว่า  ให้รีบทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ  ไม่อย่างนั้นจะยิ่งลำบากมากขึ้นหากเขาชนะการเลือกตั้งในปีหน้าอีกสมัย  (2.) ความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐ  หลังจาก ISM ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 49.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2016  สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงจนกดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 285.26 จุด  พร้อมกับกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในวงกว้างทั้งเงินเยน, พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  รวมไปถึงทองคำ  ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของ Brexit วานนี้พรรคฝ่ายค้านของอังกฤษประสบความสำเร็จในการลงมติเข้าควบคุมกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา  ทำให้วันนี้จะมีการอภิปรายร่างกฎหมายป้องกัน Brexit โดยปราศจากข้อตกลงซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น +11.73 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผย Beige Book ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากการอ่อนตัวลงของราคาทองคำยังสามารถรักษาระดับเหนือบริเวณแนวรับ 1,539 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อาจจะเห็นการดีดตัวกลับขึ้นไปบริเวณแนวต้าน 1,555-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ 1,539 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้ราคายังคงอ่อนตัวลง โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น โดยรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,539 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวอาจถอยจุดเข้าซื้อไปยังโซนแนวรับถัดไปที่ 1,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแบ่งขายทองคำออกมาเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปบริเวณ 1,555-1,563 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ISM เผยภาคการผลิตสหรัฐหดตัวในเดือนส.ค. ครั้งแรกในรอบ 3 ปี  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 49.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2559 จากระดับ 51.2 ในเดือนก.ค.
  • (+) ทรัมป์”กดดันจีนรีบทำข้อตกลงกับสหรัฐ มิฉะนั้นจะเจรจาลำบากขึ้น หากเขาชนะเลือกตั้ง  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ กดดันให้จีนรีบทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ มิฉะนั้นการเจรจาจะยากลำบากมากขึ้น หากเขาชนะการเลือกตั้งในปีหน้า และกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่ง  “เรากำลังทำได้ดีในการเจรจาการค้ากับจีน ซึ่งผมมั่นใจว่าพวกเขาต้องการเจรจากับรัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้สามารถขูดรีดสหรัฐต่อไป (6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี) โดยระยะเวลากว่า 16 เดือนถือเป็นเวลานานที่สหรัฐจะต้องสูญเสียการจ้างงาน และบริษัทหลายแห่ง และคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับจีน ถ้าหากผมชนะการเลือกตั้ง การทำข้อตกลงก็จะยากลำบากมากขึ้น โดยในระหว่างนี้ ห่วงโซ่อุปทานของจีนจะทรุดตัวลง ขณะที่ธุรกิจ การจ้างงาน และเม็ดเงินก็จะหายไปด้วย” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) ฝ่ายค้านอังกฤษจับมือส.ส.งูเห่าโหวตคว่ำรัฐบาล ปูทางเดินหน้าขวาง Brexit ไร้ข้อตกลง  สมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ รวมทั้งสมาชิก 21 รายที่แปรพักตร์จากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ประสบความสำเร็จในการลงมติด้วยคะแนนเสียง 328 ต่อ 301 เสียง ในการเข้าควบคุมกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา  ความพ่ายแพ้ของพรรครัฐบาลในวันนี้ จะทำให้ฝ่ายค้านสามารถสกัดความพยายามของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี ในการนำอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันที่ 31 ต.ค. โดยไม่มีการทำข้อตกลง  ทั้งนี้ สภาสามัญชนจะทำการอภิปรายร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหากร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภา ก็จะเป็นการกดดันให้นายจอห์นสันร้องขอต่อ EU เพื่อขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU เป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมวันที่ 31 ต.ค.นี้ นอกเสียจากว่า นายจอห์นสันจะสามารถยื่นข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา และได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 19 ต.ค.
  • (+) “แบงก์ ออฟ อเมริกา”ออกรายงานชี้พิษทวิตเตอร์”ทรัมป์”ฉุดหุ้นตก  แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ออกรายงานระบุว่า วันใดก็ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขยันทวีตข้อความในทวิตเตอร์ วันนั้นตลาดหุ้นจะมีผลตอบแทนเป็นลบ  รายงานระบุว่า “นับตั้งแต่ปี 2559 วันใดก็ตามที่ปธน.ทรัมป์ทวีตมากกว่า 35 ข้อความ (90 เปอร์เซ็นต์ไทล์) ตลาดหุ้นจะมีผลตอบแทนเป็นลบ แต่ในวันที่ปธน.ทรัมป์ทวีตน้อยกว่า 5 ข้อความ (10 เปอร์เซ็นต์ไทล์) ผลตอบแทนจะเป็นบวก ซึ่งค่าทางสถิติถือว่ามีนัยสำคัญ”  “การเจรจาทางการค้า การรณรงค์ทางการเมือง และการทวีตของปธน.ทรัมป์ นับตั้งแต่เรื่องของจีน, นโยบายเฟด และนโยบายภาษี ได้ส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวน โดยการที่ปธน.ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีครั้งใหม่ในเดือนที่แล้วได้สร้างความเสี่ยงต่อการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของเราในปีนี้ที่ระดับ +2%/+7% และส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค” รายงานระบุ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 285.26 จุด วิตกสงครามการค้า,ภาคการผลิตสหรัฐหดตัว  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (3 ก.ย.) หลังจากผลสำรวจบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ การที่มาตรการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐและจีนเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสองภาคส่วนนี้มีการลงทุนจำนวนมากในประเทศจีน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,118.02 จุด ร่วงลง 285.26 จุด หรือ -1.08% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,906.27 จุด ลดลง 20.19 จุด หรือ -0.69% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,874.16 จุด ลดลง 88.72 จุด หรือ -1.11%