วิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ก.ย.62(ภาคเช้า) by HGF

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (HGF)

ทองคำปรับขึ้นแรงจากภาคการผลิตสหรัฐหดตัว

คืนนี้สหรัฐจะประกาศดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค.

ราคาทองคำคาดยังทรงตัวในระดับที่สูง

  • ราคาทองคำเมื่อวานปรับลงมาที่แนวรับ 1,520 ดอลลาร์ในช่วงเช้า  แต่ในช่วงกลางคืนราคาทองคำปรับขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง โดยขึ้นไปใกล้ 1,550 ดอลลาร์ เนื่องจากความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย หลังจากสหรัฐประกาศดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 49.1 ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2559    นอกจากนี้ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 แสดงถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรัฐ รวมทั้งดัชนีผู้จัดการ PMI ภาคการผลิตของยูโรโซนเดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 47.0 แสดงถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตของยูโรโซน ทางด้านกองทุน SPDR ซื้อทองคำ 11.73 ตันเมื่อวาน
  • คืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐจะประกาศดุลการค้าเดือนก.ค. ตลาดคาดจะขาดดุลลดลงสู่ระดับ 5.42  หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ช่วงตี 1 สหรัฐจะเปิดเผยรายงาน Beige Book ซึ่งเป็นรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด 12 เขตในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาที่เฟดจะนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงินในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. ซึ่งตลาดคาดเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมรอบนี้
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดยังทรงตัวในระดับที่สูง โดยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,540-1,550 ดอลลาร์  โดยมีแนวรับ 1,540 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 1,530 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,550 ดอลลาร์ และ 1,560 ดอลลาร์ 

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,547.10 +17.97 1,540/1,530 1,550/1,560

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
22,200 +100 22,300/22,200 22,450/22,550

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
22,570 +130 22,510/22,400 22,610/22,720

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำถือต่อไป (Let Profit Run) เพื่อขายทำกำไรที่ราคาทอง Spot 1,550 ดอลลาร์ (GF 22,610 บาท) และ 1,560 ดอลลาร์ (GF 22,720 บาท)

โกลด์ฟิวเจอร์สออนไลน์

Close chg Support Resistance
1,549.00 +12.00 1,543/1,533 1,553/1,563

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำถือต่อไป (Let Profit Run) เพื่อขายทำกำไรที่ราคา GOU19 1,553 ดอลลาร์ และ 1,563 ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก วิตกทิศทางศก.สหรัฐหลังภาคการผลิตหดตัว

          ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากผลสำรวจบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ขณะที่เงินปอนด์ดีดตัวขึ้นหลังจากพรรครัฐบาลของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้สูญเสียเสียงข้างมากในสภา ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไม่มีข้อตกลง

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดพุ่ง $26.5 นลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังหุ้นร่วง

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในนรอบกว่า 6 ปีเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลง ซึ่งได้ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับทองคำ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 26.5 ดอลลาร์ หรือ 1.73% ปิดที่ 1,555.9 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2556         สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 89.5 เซนต์ หรือ 4.88% ปิดที่ 19.237 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดร่วง $1.16 วิตกภาคการผลิตสหรัฐ-ยุโรปถดถอย

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่า ภาคการผลิตของสหรัฐและยุโรปที่เข้าสู่ภาวะถดถอย จะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนส.ค. สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ร่วงลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 2.1% ปิดที่ 53.94 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.ปีนี้ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 40 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 58.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ: ดาวโจนส์ปิดร่วง 285.26 จุด วิตกสงครามการค้า,ภาคการผลิตสหรัฐหดตัว

              ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 ก.ย.) หลังจากผลสำรวจบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ การที่มาตรการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐและจีนเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังได้ฉุดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสองภาคส่วนนี้มีการลงทุนจำนวนมากในประเทศจีน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,118.02 จุด ร่วงลง 285.26 จุด หรือ -1.08% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,906.27 จุด ลดลง 20.19 จุด หรือ -0.69% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,874.16 จุด ลดลง 88.72 จุด หรือ -1.11%

สื่อเผยนายกฯอังกฤษเล็งจัดเลือกตั้งใหม่ 14 ต.ค. หากแพ้โหวต Brexit

          สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลอังกฤษว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 ต.ค. หากว่าข้อตกลงเรื่องการนำสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แพ้โหวตในสภาในวันนี้ นายจอห์นสัน ผู้เป็นหัวหอกให้การรณรงค์ให้แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ในการทำประชาพิจารณ์เมื่อปี 2559 กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาจะไม่ขอให้ EU เลื่อนกำหนด Brexit ออกไปอีกอย่างแน่นอน และถ้าหากส.ส.อังกฤษเรียกร้องให้มีการทำเช่นนั้น จะเป็นการทำลายสถานะของสหราชอาณาจักร และทำให้ไม่สามารถเจรจาต่อไปได้อีก  ก่อนหน้านี้ นายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ ยืนยันว่า พรรคแรงงานจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางนายบอริส จอห์นสัน ในการนำอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง หรือ No Deal Brexit  ทางด้านนายจอห์น แม็กดอนเนลล์ รัฐมนตรีคลังเงาของอังกฤษ สังกัดพรรคแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการนำตัวบทกฎหมายเพื่อขวางไม่ให้อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลงขึ้นโต๊ะเจรจา ขณะเดียวกันก็แสดงความเชื่อมั่นว่า ตัวบทกฎหมายดังกล่าวจะได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากหลายพรรค  ทั้งนี้ อดีตรัฐมนตรีหลายคนจากพรรคอนุรักษ์นิยมหันไปผนึกกำลังกับพรรคแรงงานเพื่อขัดขวางไม่ให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ต.ค.นี้ โดยที่ไม่มีข้อตกลง หลังจากที่นายจอห์นสันได้ประกาศหลังรับตำแหน่งนายกฯว่า อังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU แม้ว่าจะไม่มีการทำข้อตกลงก็ตาม ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกให้กับส.ส.จำนวนมาก

เงินปอนด์ร่วงก่อนสภาอังกฤษโหวตขวาง “บอริส จอห์สัน” ผลักดัน Brexit แบบไร้ข้อตกลง

          ปอนด์อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในรอบกว่า 2 ปีในวันนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากขึ้นเนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติของอังกฤษเตรียมลงมติในขั้นตอนแรกเกี่ยวกับแผนการที่จะสกัดกั้นนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันจากการผลักดันกระบวนการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไร้ข้อตกลง ปอนด์ร่วง 0.23% สู่ระดับ 1.2035 ดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันนี้ หลังร่วงลง 0.8% เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ กลุ่มต่อต้านนายจอห์นสันจะผลักดันการลงมติที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าควบคุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ เพื่อพยายามผ่านกฎหมายที่จะบังคับให้นายจอห์นสันต้องเลื่อนเวลา Brexit ออกไปอีก 3 เดือน นายจอห์นสันบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลพ่ายแพ้ ก็จะมีการลงมติในวันพรุ่งนี้ที่จะอนุมัติการจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะจัดขึ้นใน 14 ต.ค.นี้

“แคร์รี ลัม”กลับลำ ยืนยันไม่คิดลาออกจากผู้ว่าการฮ่องกง

          นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อกล่าวคำขอโทษต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับชี้แจงกรณีข่าวที่รั่วไหลออกจากจากการประชุมภายในซึ่งเธอจัดขึ้นร่วมกับกลุ่มผู้นำธุรกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นางลัมได้กล่าวขอโทษต่อบรรดาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงได้ปิดกั้นถนนและเส้นทางการขนส่ง จนทำให้เกิดความโกลาหลที่สนามบินแห่งชาติฮ่องกง และเป็นเหตุให้ผู้โดยสารบางส่วนต้องเดินเท้าและลากสัมภาระไปยังสนามบิน

ในโอกาสนี้ นางลัมได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว หลังจากสื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เธอได้กล่าวในระหว่างการประชุมภายในร่วมกันกลุ่มนักธุรกิจของฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เธออยากจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกงหากเธอมีทางเลือก และเธอยังยอมรับว่า ทางออกที่จะสามารถคลี่คลายวิกฤตการณ์ในฮ่องกงนั้น มีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่สงบได้กลายมาเป็นประเด็นความมั่นคงและอำนาจอธิปไตยสำหรับจีน นางลัมชี้แจงในเรื่องดังกล่าวว่า เธอไม่คิดว่าคำพูดต่างๆที่อยู่ในการประชุมภายในและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นการส่วนตัวนั้น จะถูกนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะและส่งต่อให้กับสื่อมวลชน ซึ่งเธอรู้สึกผิดหวัง และถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถยอมรับได้

นางลัมยืนยันว่า เธอไม่เคยแจ้งความจำนงในการลาออกต่อรัฐบาลจีน และไม่เคยแม้แต่จะปรึกษาเรื่องนี้กับรัฐบาลจีน นอกจากนี้ นางลัมกล่าวว่า เธอเลือกที่จะไม่ลาออกด้วยตัวของเธอเอง โดยเธอและคณะทำงานของเธอจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อช่วยเหลือฮ่องกง แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะไม่ราบรื่นนักก็ตาม