ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 31 ม.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ยังมีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาทองคำไม่สามารถ break out ผ่านแนวต้านบริเวณดังกล่าวขึ้นไปได้ อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นให้กลับลงมาอีกครั้ง

แนวรับ : 1,569 1,560 1,546  แนวต้าน : 1,589 1,598 1,612

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 3.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ในระหว่างวันราคาทองคำได้รับแรงหนุนจาก…  (1.) ความวิตกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทอง, เงินเยนและพันธบัตรรัฐบาล  (2.) ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับ GDP ไตรมาส 4/2019 ของสหรัฐ ขยายตัวที่ระดับ 2.1% ซึ่งแม้จะสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์  แต่พบว่าตลาดทั้งปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 2.3%ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี  ปัจจัยที่กล่าวมาผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,585.94 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ก่อนที่ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา  หลังจาก WHO ประกาศว่า  การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก”  ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการเปิดทางไปสู่ความร่วมมือในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว  จึงเกิดแรงซื้อคืนในสินทรัพย์เสี่ยงจนผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐพลิกกลับมาปิดตลาดในแดนบวก  และส่งผลกระตุ้นแรงขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  อาทิ  ดัชนี PCE, การใช้จ่ายส่วนบุคคล, รายได้ส่วนบุคคล, ดัชนี PMI เขตชิคาโก และคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก UoM

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำปรับตัวลงค่อนข้างจำกัดในช่วงที่ผ่าน  และก่อนหน้านี้มีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรสลับเข้ามาเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยนักลงทุนต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่อาจออกมาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำให้ลงสู่แนวรับในระดับ 1,569-1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้

กลยุทธ์การลงทุน :

เข้าซื้อเก็งกำไรจากการดีดตัวขึ้นหากการอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือโซน 1,569-1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบเยน,ฟรังก์สวิส นลท.แห่ซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังวิตกไวรัสระบาด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อเยนและฟรังก์สวิสซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มขึ้นในจีนและกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.77 เยน จากระดับ 109.05 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9694 ฟรังก์ จากระดับ 0.9731 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3217 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3192 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1029 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1020 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3083 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3022 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6710 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6760 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย  ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ในวันนี้ ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน อยู่สูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปีในวันนี้ ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ณ เวลา 00.03 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.560% สวนทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือนซึ่งดีดตัวสู่ระดับ 1.567% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.030%  ราคาพันธบัตร
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 124.99 จุด รับความหวัง WHO ผนึกกำลังต้านไวรัสโคโรนา  ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อในช่วงท้ายตลาด หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก เพื่อเปิดทางสู่ความร่วมมือในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์ และโคคา โคล่า  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 28,859.44 จุด เพิ่มขึ้น 124.99 จุด หรือ +0.43% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,283.66 จุด เพิ่มขึ้น 10.26 จุด หรือ +0.31% ส่วน Nasdaq ปิดที่ 9,298.93 จุด เพิ่มขึ้น 23.77 จุด หรือ +0.26%
  • (-) สหรัฐคาดการระบาดของไวรัสโคโรนาช่วยหนุนการจ้างงานในอเมริกา  นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะทำให้บริษัทต่างๆทำการประเมินครั้งใหม่ต่อเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะทำให้บริษัทเหล่านี้หันมาจ้างงานในสหรัฐ  “ความจริงก็คือ การแพร่ระบาดได้ทำให้ภาคธุรกิจกลับมาพิจารณาทบทวนห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องคำนึงถึง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องนี้จะทำให้การจ้างงานกลับสู่อเมริกาเหนือ บางส่วนมายังสหรัฐ บางส่วนไปยังเม็กซิโก” นายรอสส์กล่าว  ทั้งนี้ บริษัทชั้นนำจำนวนมากพากันปิดการดำเนินงานในจีน ขณะที่สายการบินระงับเที่ยวบินไปยังจีน หลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น
  • (+/-) สหรัฐเผย GDP Q4/62 ขยายตัว 2.1% แต่ทั้งปี 2562 โต 2.3% ต่ำสุดรอบ 3 ปี  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2562 ที่ระดับ 2.1% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยมีการขยายตัวในระดับเดียวกับไตรมาส 3 ขณะที่ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมทั้งการใช้จ่ายในภาครัฐ  เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.0% ในไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาส 1 มีการเติบโต 3.1%  นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.3% ในปี 2562 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยต่ำกว่าระดับ 2.9% ในปี 2561 และ 2.4% ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่เขาตั้งเป้าการขยายตัวรายปีของเศรษฐกิจสหรัฐที่ระดับ 3% ในช่วงการดำรงตำแหน่งของเขา