ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 25, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 31 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรในกรอบจากการแกว่งตัวระยะสั้น โดยเปิดสถานะขายในโซน 1,630-1,646  ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาผ่าน 1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

แนวรับ : 1,608 1,594 1,585 แนวต้าน : 1,630 1,646 1,661

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าในระหว่างวันราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,635.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ราคาทองคำลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  และการฟื้นตัวของดัชนีดอลลาร์หลังอ่อนค่าลง 4 วันทำการติดต่อกัน  ขณะที่ค่าเงินยูโร, ปอนด์ อ่อนค่าลงความวิตกเกี่ยวสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในยุโรปซึ่งอาจส่งกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักจึงเป็นปัจจัยหนุนสกุลเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  อย่างไรก็ดี  การอ่อนตัวลงของราคาทองคำเป็นไปอย่างจำกัด  ท่ามกลางการดำเนินการของธนาคารกลางทั่วโลกในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน  ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดเม็ดเงิน(QE) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19  ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกให้กับทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีแรงซื้อทองคำเข้ามาช่วยพยุงราคาเอาไว้  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลงเล็กน้อยราว -0.3 ตันสู่ระดับ 964.36 ตัน  ขณะที่ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้ว +71.11 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI เขตชิคาโก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.จาก CB

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,630-1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงของราคาไม่หลุดโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,608-1,594 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่าอาจเกิดแรงซื้อให้ราคากลับไปเคลื่อนไหวกรอบ

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้นได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเปิดสถานะขาย หากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,630-1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะขายอยู่ แนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับโซน  1,608-1,594 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เฟดคาดชาวอเมริกันหลายล้านคนถูกปลดออกจากงาน อันเนื่องจากโควิด-19  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายล้านคนได้ถูกปลดออกจากงานในขณะนี้ อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้นตามมา  ทั้งนี้ เฟดคาดการณ์ว่าภาคธุรกิจสหรัฐมีการปลดพนักงานรวม 47 ล้านคน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 32.1% ซึ่งสูงกว่าระดับ 30% ที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ระบุก่อนหน้านี้  “นี่เป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อพิจารณาตามมาตรฐานทางประวัติศาสตร์ และถือเป็นตัวเลขที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นการเฉพาะไม่เหมือนกับที่เศรษฐกิจสหรัฐเคยประสบมาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา” นายมิเกล ฟาเรีย-อี-คาสโตร นักเศรษฐศาสตร์ของเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ระบุในรายงาน
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายสูงกว่าคาดในเดือนก.พ.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้  เมื่อเทียบรายปี ดัชนีพุ่งขึ้น 9.4% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
  • (-) WHO เผยผลวิจัยบ่งชี้ยาบางตัวมีผลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19  องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า ผลการวิจัยเบื้องต้นระบุว่ายาบางตัวอาจมีผลในการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  อย่างไรก็ดี WHO ย้ำว่าข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นข้อมูลเบื้องต้น และยังคงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยต่อไป เพื่อพิจารณาว่าแนวทางใดเป็นแนวทางในการต่อสู้กับโควิด-19 ที่น่าเชื่อถือ  “มียาหลายตัวที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการรักษาโรคเกี่ยวกับไวรัสอึ่นๆในตระกูลโคโรนา ซึ่งรวมถึง SARS และ MERS ซึ่งจะมีประโยชน์ในการต่อสู้กับโควิด-19” นพ.ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินของ WHO กล่าว
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับสหรัฐออกมาตรการสกัดโควิด-19  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (30 มี.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลุกลามของไวรัสโควิด-19  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.00 เยน จากระดับ 107.80 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9597 ฟรังก์ จากระดับ 0.9534 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4160 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3943 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1027 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1114 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2386 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2472 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6153 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6189 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 690.70 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มสุขภาพ,สหรัฐออกมาตรการสกัดโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 700 จุดเมื่อคืนนี้ (30 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อกลุ่มธุรกิจสุขภาพอย่างคึกคัก นำโดยหุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ที่พุ่งขึ้นถึง 8% หลังจากบริษัทประกาศว่าจะทำการทดลองวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 ในเดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้มาตรการเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนสปิดที่ 22,327.48 จุด พุ่งขึ้น 690.70 จุด หรือ +3.19% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,626.65 จุด เพิ่มขึ้น 85.18 จุด หรือ+3.35% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,774.15 จุด เพิ่มขึ้น 271.77 จุด หรือ+3.62%