ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 27, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 30 ม.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นในทิศทางขาขึ้น เปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,569-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,589-1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,569 1,557 1,546  แนวต้าน : 1,589 1,598 1,612

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.68 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  จากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้น  หลังร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,563  ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ก่อนที่ทองคำจะได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายลดลงเกินคาดในเดือนธ.ค.  นอกจากนี้ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนม.ค.ตามคาด  ประกอบกับนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด  แสดงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อาจเกิดต่อเศรษฐกิจ  จนส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ลดช่วงบวกลงซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อทองคำเพิ่มเติม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่ม  +4.09 ตัน  ขณะที่ราคาทองคำในประเทศทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีโดยได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท  หลังการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีแนวโน้มจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว บวกรวมกับแผนงบประมาณปีนี้อาจล่าช้าออกไป จนกระตุ้นการคาดการณ์มากขึ้นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ยในปีนี้  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) รวมถึงติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งแรก GDP  Q4/2019 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวรับระยะสั้นในโซน 1,569 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนไม่อยู่จะมีแนวรับสำคัญอยู่ในบริเวณ 1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านนั้นยังประเมินในโซนคือ 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเข้าซื้อเพื่อทำกำไรจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,569-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การขายทำกำไรอาจพิจารณาในโซน 1,589-1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายลดลง 4.9% ในเดือนธ.ค.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ลดลง 4.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1% หลังจากดีดตัวขึ้น 1.2% ในเดือนพ.ย.
  • (+) ดอลล์อ่อนเล็กน้อยเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดมีมติคงดอกเบี้ย  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ม.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2562  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.05 เยน จากระดับ 109.14 เยน และทรงตัวเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9731 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3192 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3169 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1020 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1017 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3022 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3007 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6760 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6751 ดอลลาร์สหรัฐ  ส่วนดัชนีดอลลาร์ ขยับลง 0.01% สู่ระดับ 98.0070 ในการซื้อขายเมื่อคืนนี้
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวกเพียงเล็กน้อย หลัง”พาวเวล”ระบุผลกระทบไวรัสโคโรนา  ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ม.ค.) หลังจากบริษัทจดทะเบียนบางแห่งเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด ซึ่งรวมถึงแอปเปิล และเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) อย่างไรก็ดี ดาวโจนส์ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 28,734.45 จุด เพิ่มขึ้น 11.60 จุด หรือ +0.04% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 3,273.40 จุด ลดลง 2.84 จุด หรือ -0.09% ส่วน Nasdaq ปิดที่ 9,275.16 จุด เพิ่มขึ้น 5.48 จุด หรือ +0.06%
  • (+/-) เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด ขณะย้ำภารกิจกระตุ้นเงินเฟ้อ  คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.50-1.75% ในการประชุมวันนี้ ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ หลังจากที่ได้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่แล้ว และปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในปีที่แล้ว  แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันมีความเหมาะสมต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง และการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง แต่การลงทุนในภาคธุรกิจและการส่งออกยังคงอ่อนแอ  นอกจากนี้ เฟดได้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในแถลงการณ์เพื่อเน้นย้ำภารกิจในการผลักดันอัตราเงินเฟ้อไปสู่เป้าหมายของเฟด โดยระบุว่า “เฟดจะดำเนินการให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด” จากเดิมที่เฟดมักระบุว่า “เฟดกำลังพิจารณาเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด”
  • (+/-) รัฐสภายุโรปลงคะแนนเสียงท่วมท้นไฟเขียวข้อตกลง Brexit ก่อนเส้นตายศุกร์นี้  รัฐสภายุโรปลงคะแนนเสียงท่วมท้น 621-49 ให้ความเห็นชอบต่อข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในวันนี้ ขณะที่งดออกเสียง 13 เสียง  ทั้งนี้ อังกฤษมีกำหนดแยกตัวอย่างเป็นทางการจากสหภาพยุโรป (EU) ในวันที่ 31 ม.ค.เวลา 23.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือวันที่ 1 ก.พ.เวลา 06.00 น.ตามเวลาไทย และจะเริ่มต้นช่วงการเปลี่ยนผ่าน 11 เดือนจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายทำการเจรจาในด้านต่างๆ นับตั้งแต่การค้าไปจนถึงความมั่นคง  ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านดังกล่าว อังกฤษจะยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายของ EU เหมือนกับประเทศสมาชิกอื่นๆของ EU แต่อังกฤษจะไม่มีสิทธิส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในองค์กรต่างๆของ EU  ปัจจุบัน ช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสามารถขยายออกไปเป็นเวลา 2 ปี หากได้รับความเห็นชอบจากทั้งอังกฤษและ EU  อย่างไรก็ดี นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยืนยันว่าอังกฤษจะไม่ขยายระยะเวลาเปลี่ยนผ่านหลังจากสิ้นปีนี้