ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 30 มี.ค.63 (ภาคบ่าย) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

แนวรับ : 1,585 1,554 1,523

แนวต้าน : 1,646 1,671 1,689

ข่าวสารสำคัญเพื่อประกอบการลงทุน (เพิ่มเติมช่วงเย็น)

สรุป  องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า การปิดเมืองในแต่ละเดือนของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจรายปีลดลง 2% การปิดเมืองจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคต่างๆมากถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับชะตากรรมทางเศรษฐกิจกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากจำนวนผู้ติดโควิด-19 ในหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรุงโตเกียวเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น, เมืองใหญ่ต่างๆ ของเวียดนาม, ประเทศอังกฤษ  ต่างเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการสำหรับการปิดเมือง หรือ Lockdown ที่ยาวนานขึ้นเพื่อหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันทางการสหรัฐ ออกประกาศเตือนประชาชนในรัฐนิวยอร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์ และรัฐคอนเนตทิคัต ให้อยู่แต่ในที่พักอาศัย และงดการเดินทางที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 14 วัน เพื่อชะลอการแพร่ระบาด ประเด็นดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ต่างๆ รวมทั้ง ทองคำให้ถูกขายทำกำไรออกมาเมื่อราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แนะนำจับตาแนวต้านโซนบริเวณ 1,637 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และถ้าฝ่าไปได้ ประเมินแนวต้านถัดไปที่ 1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้ายังไม่ผ่านแนวต้านได้แนะนำแบ่งทองคำออกขายเพื่อลดความเสี่ยงแล้วรอราคาปรับลงสู่แนวรับโซน 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้อาจทำให้มีแรงซื้อเข้ามารับไว้ ซึ่งจะช่วยให้ราคาขยับขึ้นอีกครั้ง

ปัจจัยทางเทคนิค

แนวโน้ม Gold Spot: ราคาทองคำพยายามทรงตัว ซึ่งหากไม่ถูกแรงขายออกมาก่อน อาจมีโอกาสขึ้นชนบริเวณ 1,637-1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะเดียวกันถ้าราคาอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือแนวรับบริเวณ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ประเมินว่าการอ่อนตัวลงเป็นเพียงสะสมกำลัง โดยการเคลื่อนไหวของราคาจะเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้างต่อไป

กลยุทธ์ Gold Futures:

Long Position หากราคาไม่สามารถฝ่าแนวต้าน 1,637-1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แนะนำให้ขายทำกำไรออกมา และรอซื้อเก็งกำไรครั้งต่อไปเมื่อราคามีการย่อตัวลงมายืนเหนือแนวรับ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Short Position ถ้าราคาขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแรง ให้ลดสถานะขายลงเพื่อลดความเสี่ยง แต่หากยังไม่ผ่านแนวต้านแรก แนะนำให้รอทำกำไรบริเวณ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Open New เมื่อราคาปรับตัวขึ้นเปิดสถานะขายทำกำไรหากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,637-1,646 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และรอจังหวะเข้าซื้อคืนเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนักลงทุนควรตั้งจุดทำกำไรและตัดขาดทุนไว้ เพื่อควบคุมความเสี่ยง

ข่าวสารประกอบการลงทุน

  • (-) ดอลลาร์มีจุดยืนแข็งแกร่งขึ้นขณะนักลงทุนหาแหล่งลงทุนปลอดภัย  ดอลลาร์สิ้นสุดการร่วงลงที่ดำเนินมา 1 สัปดาห์ และเยนได้แรงหนุนในวันนี้ ในขณะที่มีการคุมเข้มการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ทั่วโลก และนักลงทุนคาดถึงช่วงของความไม่แน่นอนที่ยาวนาน  หลังสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ดอลลาร์ปรับขึ้นเมื่อเทียบกับปอนด์, ยูโร, ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และดอลลาร์ออสเตรเลียในการซื้อขายที่ระมัดระวังที่ตลาดเอเชีย  ล่าสุดปอนด์อ่อนลง 0.8% มาที่ 1.2357 ดอลลาร์ ดอลลาร์ออสเตรเลียปรับลง 0.5% มาที่ 0.6134 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรร่วงลงในระดับเดียวกันสู่ 1.1077 ดอลลาร์  เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่างๆ ดอลลาร์ปรับขึ้น 0.5% มาที่ 98.831  “ขณะนี้ที่แรงกดดันในการระดมดอลลาร์ได้ลดลงระดับหนึ่ง จุดสนใจกำลังเปลี่ยนไปสู่การประเมินความเสียหาย” นักวิเคราะห์กล่าว  “และอัตราการติดเชื้อไวรัสยังไม่แน่นอน และมีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเล็กน้อย”  เยนทรงตัวที่ 108.02 เยนต่อดอลลาร์  ทั้งดอลลาร์และเยนปรับขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ หลังสุดสัปดาห์ที่มีข่าวเชิงลบมากขึ้นเกี่ยวกับไวรัส
  • (-) อังกฤษเตือนมาตรการปิดเมืองจากโควิด-19 อาจยืดเยื้อหลายเดือน  เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่การแพทย์ระดับอาวุโสของอังกฤษรายหนึ่งระบุว่า มาตรการปิดเมืองบางส่วนเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 อาจยืดเยื้อนานหลายเดือน และจะได้รับการยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไปในท้ายที่สุด ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษเตือนว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงก่อนที่จะดีขึ้น  “นี่ไม่ใช่เพื่อกล่าวว่า เราจะปิดเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ 6 เดือน แต่นั่นหมายความว่า ในฐานะประเทศ เราต้องมีความรับผิดชอบจริงๆ และทำสิ่งที่เราทุกคนกำลังทำต่อไปจนกว่าเราจะมั่นใจว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะสามารถเริ่มการยกเลิกการแทรกแซงต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป”  นางเจนนี แฮร์รีย์ส รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ระบุว่า “สิ่งสำคัญคือนี่เป็นเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงได้”
  • (-) เยอรมนีเผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งแตะ 57,298 ราย,ยอดเสียชีวิตอยู่ที่ 445 ราย  สถาบันโรเบิร์ต คอช (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเยอรมนีที่ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคเปิดเผยว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเยอรมนีเพิ่มขึ้นอีก 4,751 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งขึ้นเป็น 57,298 ราย  ส่วนยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในเยอรมนีเพิ่มขึ้น 66 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 445 ราย
  • (-) FDA ไฟเขียวการใช้ยาต้านมาลาเรียสำหรับการรักษาโควิด-19  กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐ (HHS) ยืนยันในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ว่า องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้ให้อนุมัติฉุกเฉินในวันเสาร์สำหรับการใช้ยาต้านมาลาเรีย 2 ชนิดสำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19  แม้ขาดหลักฐานว่า ยาคลอโรควินและยาไฮดร็อกซีคลอโรควิน ซึ่งปกติแล้วใช้รักษาโรคมาลาเรีย สามารถช่วยรักษาโควิด-19 แต่ FDA ได้ตัดสินใจอนุญาตการบริจาคยาดังกล่าวแก่คลังยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อกระจายยาและให้แพทย์จ่ายยาดังกล่าวให้แก่ผู้ป่วยวัยรุ่นและผู้ใหญ่  บริษัทเภสัชกรรม Novartis บริจาคยาไฮดร็อกซีคลอโรควิน 30 ล้านโดสแก่คลังดังกล่าว
  • (-) WHO สนับสนุนการทดลองใช้วัคซีนวัณโรคเพื่อต้านไวรัสโควิด-19  สื่อต่างประเทศรายงานว่า ขณะนี้ได้เริ่มมีการทดลองวัคซีนที่ใช้เพื่อป้องกันวัณโรคกับบุคลากรด้านสาธารณสุขในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อดูว่าจะสามารถปกป้องบุคลากรเหล่านี้จากไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่  องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำการทดลองเพื่อให้ทราบว่า วัคซีนป้องกันวัณโรค หรือวัคซีนบีซีจี สามารถลดการติดเชื้อในผู้ติดโควิด-19 ได้หรือไม่ และสนับสนุนให้นานาประเทศให้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญซึ่งนำโดยไนเจล เคอร์ติส หัวหน้าฝ่ายวิจัยโรคติดเชื้อที่สถาบัน Murdoch Children’s Research Institute ในเมืองเมลเบิร์น  ทั้งนี้ วัคซีนบีซีจีได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมานานกว่า 100 ปี โดยมีผลข้างเคียงที่ส่งผลดีมากมาย เช่น สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะในระยะแรก และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ