ข้ามไปยังทูลบาร์
ตุลาคม 29, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 30 ก.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาทองคำยังมีแรงซื้อลดลงเมื่อเข้าใกล้แนวต้านโซน 1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำติดตามการเคลื่อนไหวของราคาในโซนดังกล่าวหากยังไม่สามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง การลงทุนในช่วงนี้จึงเน้นไปที่รอจังหวะราคาอ่อนตัวลงจึงพิจารณาเข้าซื้อ

แนวรับ : 1,948 1,930 1,906 แนวต้าน : 1,981 2,000 2,013

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทะยานขึ้นอีก 9.38  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำแกว่งตัวแคบในช่วงก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เสร็จสิ้น  แม้จะมีแรงขายสลับออกมาหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 16.6% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 12.5%แต่ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นจากกรอบล่าง  ท่ามกลางการคาดการณ์ในวงกว้างว่าเฟดอาจส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในอนาคตหากจำเป็น  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเฟดมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0-0.25% ในการประชุมที่สิ้นสุดเมื่อคืนนี้ตามคาด  พร้อมกันนี้เฟดยังคงคำมั่นตามเดิมว่า “อัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับปัจจุบัน  จนกว่าเจ้าหน้าที่เฟดจะมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจจะผ่านวิกฤติครั้งนี้  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจ้างงานเต็มประสิทธิภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา  รวมถึงยืนยันว่า  “เฟดจะใช้มาตรการและเครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่” เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ  ทั้งนี้  จุดยืนในเชิงผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟดกดดันให้ดัชนีดอลลาร์ร่วงลง -0.26% เมื่อวานนี้ และทดสอบระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปีจึงเป็นปัจจัยที่หนุนให้ราคาทองคำพุ่งกลับมาทดสอบระดับสูงสุดที่ 1,980 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาจนทำให้ราคาทองคำลดช่วงบวกลง  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลด -1.16 ตัน สู่ระดับ 1,241.96 ตันสำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งแรกจีดีพีไตรมาส 2/2020 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถ break out ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์) ขึ้นไปได้ อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นให้กลับลงมาตั้งฐานราคาด้านล่างอีกครั้ง เบื้องต้นประเมินว่าราคายังคงเคลื่อนไหวระหว่าง 1,981-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายืนเหนือระดับ 1,948-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะมีแรงดีดกลับไปทดสอบแนวต้านด้านบนอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำรอจังหวะเข้าซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,948-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขายให้ทยอยทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่หากราคาหลุด 1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์จำเป็นต้องชะลอการเปิดสถานะซื้อออกไปก่อน

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “พาวเวล” ให้คำมั่นพร้อมใช้มาตรการหนุนเศรษฐกิจ หลังโควิดถ่วงการฟื้นตัว นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเมื่อวานนี้ว่า การแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 และจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐกำลังส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ  “กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเชื่องช้านับตั้งแต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญของการต่อสู้กับวิกฤตด้านสาธารณสุขและการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ”  “แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมาก และการที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้รวดเร็วเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และความพยายามของรัฐบาลในการใช้มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ” นายพาวเวลกล่าว  อย่างไรก็ดี นายพาวเวลกล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมากเพียงใดและยาวนานเพียงใด เนื่องจากเฟดต้องประเมินภาพรวมจากข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่เฟดกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด  นอกจากนี้ นายพาวเวลยังให้คำมั่นว่า เฟดจะใช้มาตรการและเครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมกับกล่าวว่า “แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็มีความท้าทายใหม่ๆ รออยู่ข้างหน้า สิ่งที่เราควรเร่งดำเนินการในเวลานี้คือควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสให้เร็วที่สุด และใช้มาตรการที่จำเป็นในการรับมือกับผลกระทบ”
  • (+) เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด ยืนยันทำ QE เพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาด  คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในวันนี้ โดยเฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับดังกล่าวในวันที่ 15 มี.ค.ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ  ขณะเดียวกัน เฟดยืนยันว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% และใช้เครื่องมือทั้งหมดที่เฟดมีอยู่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และบรรลุเป้าหมายของเฟดในการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา  แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ปรับตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับในช่วงต้นปีนี้  นอกจากนี้ เฟดระบุว่าจะขยายเวลาสำหรับข้อตกลงสว็อปดอลลาร์เพื่อให้สภาพคล่องแก่ธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งมาตรการซื้อคืนพันธบัตรจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2564เฟดระบุว่าจะยังคงถือครองพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือนเพื่อสร้างเสถียรภาพต่อตลาดการเงิน
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังเฟดตรึงดอกเบี้ยใกล้ 0% ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับใกล้ 0% ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2563 ของสหรัฐในวันนี้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.23% สู่ระดับ 93.4759 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.03 เยน จากระดับ 105.09 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9138ฟรังก์ จากระดับ 0.9174ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3364 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3360 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1764 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1721 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2961 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2943 ดอลลาร์
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายสูงกว่าคาดในเดือนมิ.ย.  สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 16.6% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 12.5% หลังจากพุ่งขึ้น 44% ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ NAR เริ่มทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนม.ค.2544
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 160.29 จุด ขานรับเฟดตรึงดอกเบี้ย,”พาวเวล”ให้คำมั่นหนุนศก. ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับใกล้ 0% นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ที่ให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,539.57 จุด เพิ่มขึ้น 160.29 จุด หรือ +0.61% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,258.44 จุด เพิ่มขึ้น 40.00 จุด หรือ +1.24% ส่วนดัชนี Nasdaqปิดที่ 10,542.94 จุด เพิ่มขึ้น 140.85 จุด หรือ +1.35%