เมษายน 17, 2021

วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 มี.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรในกรอบจากการแกว่งตัว โดยเปิดสถานะขายในโซน 1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาผ่านได้) ทยอยเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรบริเวณ 1,718-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยืนเหนือแนวรับได้

แนวรับ : 1,718 1,803 1,685  แนวต้าน : 1,759 1,776 1,795

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the dip หลังจากในช่วงตลาดเอเชียราคาปรับตัวลดลงแรงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนครึ่งที่ 1,707.26 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ประกอบกับเกิดสัญญาณกลับตัวในเชิงเทคนิคจึงกระตุ้นแรงซื้อทางเทคนิคเพิ่มเติม  นอกจากนี้  ราคาทองคำในช่วงการซื้อขายของตลาดสหรัฐยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากความวิตกเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงินทั่วโลก  หลังจากวานนี้นายเกา ชู่ฉิง ประธานคณะกรรมการฝ่ายกำกับดูแลด้านการธนาคารและการประกันของจีน (CBIRC) ได้แสดงความกังวลว่าตลาดการเงินในสหรัฐและยุโรปอาจเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตก เพราะการพุ่งขึ้นของตลาดกำลังอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง และมีแนวโน้มว่าตลาดจะเผชิญกับการปรับฐานในไม่ช้านี้  สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยง  จนกดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงปิดตลาดในแดนลบ  พร้อมกับกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  นั่นทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.3982% ซึ่งนอกจากจะช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยแล้ว  ยังกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงจนเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของราคาทองคำเพิ่มอีกด้วย  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +2.62 ตันซึ่งเป็นการถือครองทองคำเพิ่มเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน  ปัจจัยที่กล่าวมาช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือนก.พ.จาก ADP, ดัชนี PMI ภาคการบริการ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book

จจัยทางเทคนิค :

หลังจากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง แต่ระยะสั้นหากพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,741-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากแรงซื้อจำกัดหรือไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นกรอบแนวต้านทิศทางขาลงในระยะสั้น จะเกิดแรงขายกดดันให้ราคาลงมาสู่เพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคายังไม่สามารถผ่าน 1,741-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แนะนำเก็งกำไรฝั่งขายระยะสั้น แต่ยังคงต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้า(ตัดขาดทุนหากราคาผ่าน 1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เพื่อรอซื้อคืนปิดสถานะขายทำกำไรในบริเวณ 1,718-1,703 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายืนเหนือแนวรับได้

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 143.99 จุด นลท.ขายหุ้นเทคโนฯ-จีนเตือนฟองสบู่ตลาดการเงิน  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นแอปเปิลและหุ้นเทสลาที่ถูกเทขายอย่างหนัก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงินทั่วโลก  ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 31,391.52 จุด ลดลง 143.99 จุด หรือ -0.46% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,870.29 จุด ลดลง 31.53 จุด หรือ -0.81% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,358.79 จุด ลดลง 230.04 จุด หรือ -1.69%
  • (+) ดอลล์อ่อนตามทิศทางบอนด์ยีลด์-นลท.จับตาประชุมเฟด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราเมื่อคืนนี้ (2 มี.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 16-17 มี.ค.นี้ เพื่อจับสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลดลง 0.29% แตะที่ 90.7760 เมื่อคืนนี้ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.73 เยน จากระดับ 106.81 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9140 ฟรังก์ จากระดับ 0.9151 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2614 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2652 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2085 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2046 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าแตะที่ระดับ 1.3965 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3922 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7829 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7774 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) CDC ไฟเขียวฉีดวัคซีน “จอห์นสัน” ให้ผู้ที่มีอาการแพ้ “ไฟเซอร์- โมเดอร์นา”  ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) สามารถนำมาใช้ฉีดเป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ทดแทนวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นา หากผู้รับวัคซีนเข็มแรกมีอาการแพ้วัคซีนของทั้งสองบริษัท  CDC ระบุว่า วัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นาใช้เทคโนโลยีแบบ mRNA และจำเป็นต้องมีการฉีด 2 เข็ม ซึ่งหากผู้รับวัคซีนมีอาการแพ้วัคซีนของทั้งสองบริษัท ก็ขอให้รอเวลา 28 วันนับจากการฉีดวัคซีนเข็มแรก จึงจะเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน
  • (-) “ไบเดน” เตรียมประกาศให้ “เมอร์ค” จับมือ “จอห์นสัน” ผลิตวัคซีนโควิด  เจ้าหน้าที่อาวุโสรายหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะทำการประกาศในวันนี้ให้บริษัทเมอร์ค ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ เข้าดำเนินการช่วยเหลือบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ในการผลิตวัคซีนโควิด-19  การประกาศดังกล่าวมีขึ้น ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐในการเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน  รัฐบาลเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะมีการจัดส่งวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันจำนวน 3.9 ล้านโดสภายในสัปดาห์นี้ แต่ก็มีความกังวลว่าการผลิตวัคซีนจะต่ำกว่าเป้าในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่รัฐบาลต้องการกระจายวัคซีนอีกกว่า 16 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนนี้  ภายใต้ข้อตกลงที่จะมีขึ้น เมอร์คจะใช้โรงงาน 2 แห่งในสหรัฐสำหรับการผลิตวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน
  • (+/-) เฟดยันใช้ความอดทน จับตาจ้างงาน,เงินเฟ้อก่อนตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายการเงิน  นางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง และการที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลัง  อย่างไรก็ดี นางเบรนาร์ดกล่าวว่า เฟดจะใช้ความอดทน และรอให้มั่นใจว่าเฟดได้บรรลุเป้าหมายด้านการจ้างงานและเป้าหมายเงินเฟ้อก่อนที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน  นางเบรนาร์ดระบุว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป จนกว่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อได้ปรับตัวขึ้น และการจ้างงานได้ฟื้นตัวขึ้นชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  นอกจากนี้ นางเบรนาร์ดยังกล่าวว่า เงินเฟ้อที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้จะดำเนินไปเพียงชั่วคราว และจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เฟดเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน
  • (+/-) ยูโรสแตทเผยเงินเฟ้อยูโรโซนเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนม.ค. สอดคล้องคาดการณ์  สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ของยูโรโซน เพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนม.ค.