พุธ. ธ.ค. 11th, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,455-1,452 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง สามารถรอขายทำกำไรบางส่วนหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,466-1,471 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าฝ่าไปได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านถัดไป

แนวรับ : 1,452 1,445 1,437  แนวต้าน : 1,471 1,479 1,487

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันหลังการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน  ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.8 ในเดือนพ.ย. และเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน    ซึ่งช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับการชะลอทางเศรษฐกิจทั่วโลก  ส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงจนกดดันทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวเนื่องจากการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐนั้นหยุดชะงักลง  ขณะที่จีนได้ออกมาตรการคว่ำบาตรหน่วยงานเอ็นจีโอบางแห่งของสหรัฐและยุติคำร้องขอของกองทัพสหรัฐที่ต้องการส่งเรือและเครื่องบินมายังฮ่องกงอีกด้วย  ประกอบกับ ISM เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐดิ่งลงสวนทางการคาดการณ์สู่ระดับ 48.1 ในเดือนพ.ย. อีกทั้งยังบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐอยู่ในภาวะหดตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน  ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่า  ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงจากข่าวดังกล่าวเช่นกัน  นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากบราซิลและอาร์เจนตินาอีกด้วย  จึงส่งผลให้ทองคำฟื้นตัวและลดช่วงติดลบลง  ด้านกองทุน SPDR  ลดการถือครองทองคำลง -6.44 ตัน  สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือ 1,455-1,452 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ มีแนวโน้มขึ้นทดสอบ 1,466-1,471 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าสามารถปรับขึ้นไปยืนได้จะเกิดแรงซื้อตาม โดยมีแนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 1,479 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,452-1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,466-1,471 ต่อออนซ์ แต่ถ้าฝ่าไปได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านถัดไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐหดตัวเดือนที่ 4 ในพ.ย.  ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 48.1 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 48.3 ในเดือนต.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.4 ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรัฐ ซึ่งเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 4 โดยได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และสต็อกสินค้าคงคลัง  ภาคการผลิตของสหรัฐเริ่มเข้าสู่ภาวะหดตัวในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หลังจากที่มีการขยายตัวติดต่อกัน 35 เดือน
  • (+) สหรัฐเผยการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลงในเดือนต.ค. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 0.8% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากลดลง 0.3% ในเดือนก.ย.
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก วิตกภาคการผลิตสหรัฐหดตัว  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 ธ.ค.) หลังจากดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนและตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนพ.ย.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.96 เยน จากระดับ 109.46 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9914 ฟรังก์ จากระดับ 0.9999 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3297 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3273 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1076 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1017 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2942 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2933 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6820 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6764 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) “ทรัมป์”ประกาศเรียกเก็บภาษีต่อเหล็ก,อลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิล,อาร์เจนตินา  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ระบุว่า เขาจะประกาศเรียกเก็บภาษีต่อเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้สหรัฐเสียเปรียบต่อประเทศคู่แข่ง  “บราซิลและอาร์เจนตินาได้ทำการลดค่าเงินลงอย่างมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรของเรา ดังนั้น ผมจะเรียกเก็บภาษีต่อเหล็กกล้าและอลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยมีผลบังคับใช้ในทันที และธนาคารกลางสหรัฐควรดำเนินการ เพื่อไม่ให้ประเทศต่างๆเอาเปรียบเราด้วยการปรับลดค่าเงิน ขณะที่เรามีดอลลาร์ที่แข็งค่า ซึ่งทำให้ผู้ผลิตและเกษตรกรของเราประสบปัญหาในการส่งออกสินค้า โดยเฟดควรลดดอกเบี้ย และทำการผ่อนคลายทางการเงิน” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 268.37 จุด วิตกภาคการผลิตสหรัฐหดตัว,”ทรัมป์”เปิดศึกการค้ารอบใหม่  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (2 ธ.ค.) หลังจากดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยอ้างว่าทั้งสองประเทศได้ลดค่าเงินลงอย่างมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรของสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,783.04 จุด ร่วงลง 268.37 จุด หรือ -0.96% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,113.87 จุด ลดลง 27.11 จุด หรือ -0.86% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,567.99 จุด ลดลง 97.48 จุด หรือ -1.12%