ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ก.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ลงทุนระยะสั้น โดยเข้าซื้อเมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับ 1,939-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากราคาไม่หลุดแนวรับ ราคาทองคำยังมีโอกาสดีดตัวในช่วงสั้น ด้านนักลงทุนในตลาด TFEX พยายามลดสถานะการลงทุนลงเพื่อควบคุมความเสี่ยงในช่วงวันหยุดยาว

แนวรับ : 1,930 1,911 1,899  แนวต้าน : 1,976 1,992 2,015

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 26.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงดันจาก 2 ปัจจัย  ได้แก่  (1.) การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  โดยดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ ISM เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตที่ออกมาดีเกินคาดในวันอังคาร  แม้ในระหว่างวัน  ดอลลาร์จะลดช่วงบวกลงบ้างหลังจากการเปิดเผยการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP ที่เพิ่มขึ้นเพียง 428,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. “ต่ำกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านตำแหน่ง  แต่การดีดตัวกลับของราคาทองคำเป็นไปอย่างจำกัด  ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพร้อมๆกับที่ราคาทองคำกลับมาร่วงลงอีกครั้ง  หลังจากการเปิดเผยคำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 6.4% ในเดือนก.ค. “สูงกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 6.0%  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจาก  (2.) การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ  ทั้งนี้  ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่ง 454.84 จุด ส่วน S&P500 และ Nasdaq เดินหน้าทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ จากแรงซื้อหุ้นกลุ่ม defensive stocks เช่น  หุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มสาธารณูปโภค รวมไปถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดแรงขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม  จนทำให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ  1,932.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  ก่อนจะดีดตัวขึ้นมาปิดตลาดบริเวณ 1,943.29 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR  ถือครองทองลดลง -0.59 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, ดัชนี  PMI ภาคการบริการจากมาร์กิตและ ISM ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาวานนี้ปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,973-1,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของสัปดาห์ก่อนหน้า)แต่ราคายังไม่สามารถปรับตัวขึ้นยืนเหนือโซนนี้ ทำให้ราคาทองคำจะค่อยๆอ่อนตัวลงมา โดยประเมินแนวรับไว้ในบริเวณ 1,939-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากแนวรับนี้สามารถรับได้มีโอกาสที่ราคาจะดีดตัวขึ้นช่วงสั้นทดสอบกรอบแนวต้านด้านบนอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

ลงทุนระยะสั้นโดยรอซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับที่ 1,939-1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และให้ขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,973-1,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แล้วรอไปซื้อคืนบริเวณแนวรับ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) อินเดียสั่งแบน 118 แอพพลิเคชั่น รวม”PUBG”ของ”Tencent”  แถลงการณ์ของรัฐบาลอินเดียเมื่อวานนี้ระบุว่า อินเดียสั่งแบนแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อีก 118 แอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแอพพลิเคชั่นของจีน ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชั่นเกมยอดนิยม PUBG ของบริษัท Tencent Holdings Ltd โดยระบุถึงความกังวลด้านความมั่นคง  ในเดือนมิ.ย. อินเดียสั่งแบน 59 แอพพลิเคชั่น ซึ่งรวมถึง TikTok ของบริษัท Bytedance, UC Browser ของบริษัท Alibaba และ WeChat ของบริษัท Tencent โดยอ้างอิงเรื่องความมั่นคงเช่นกัน  คำสั่งห้ามครั้งล่าสุดมีขึ้นในช่วง 1 วันหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศอินเดียกล่าวหาว่า กองกำลังทหารจีน “ดำเนินการยั่วยุ” บริเวณพรมแดนพิพาทเทือกเขาหิมาลัย
  • (+) “Beige Book”เผยการฟื้นตัวของสหรัฐชะลอตัวและไม่สม่ำเสมอขณะถูก  เมื่อวานนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมธุรกิจและการจ้างงานสหรัฐปรับขึ้นจนถึงปลายเดือนส.ค. แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอโดยรวม ขณะที่พื้นที่โควิด-19 ระบาดหนักบั่นทอนความพยายามในการเปิดเมืองอีกครั้งซึ่งกระตุ้นการฟื้นตัวในช่วงต้นฤดูร้อน  ในรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ “Beige Book” เฟดเน้นย้ำการฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอในเศรษฐกิจสหรัฐ โดยบางภาคส่วน เช่น อสังหาริมทรัพย์สำหรับที่อยู่อาศัยทะยานขึ้นจากแรงหนุนของอัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ภาคอื่นๆ  เช่น การก่อสร้างเชิงพาณิชย์และเกษตรกรรม เผชิญความยากลำบากในการฟื้นตัว  รายงานของเฟด ซึ่งอิงตามข้อมูลที่รวบรวมจากผู้ติดต่อธุรกิจทั่วประเทศระบุว่า “กิจกรรมเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในเขตส่วนใหญ่ แต่โดยทั่วไปแล้วการปรับขึ้นเป็นไปแบบเล็กน้อยและกิจกรรมยังต่ำกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 อย่างมาก”
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 454.84 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มปลอดภัย,หุ้นเทคโนฯ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 450 จุดเมื่อคืนนี้ (2 ก.ย.) ทำสถิติทะยานขึ้นในวันเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค.ปีนี้ ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq เดินหน้าทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มสาธารณูปโภค ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงได้รับแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวังที่ว่าบริษัทเทคโนโลยีจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการที่ประชาชนต้องพึ่งพาระบบออนไลน์ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,100.50 จุด เพิ่มขึ้น 454.84 จุด หรือ +1.59% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,580.84 จุด เพิ่มขึ้น 54.19 จุด หรือ +1.54% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,056.44 จุด เพิ่มขึ้น 116.77 จุด หรือ +0.98%
  • (+) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาดในเดือนส.ค.  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 428,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.17 ล้านตำแหน่ง
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 6.4% ในเดือนก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 6.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 6.4% ในเดือนมิ.ย.
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก รับปัจจัยบวกภาคการผลิตสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (2 ก.ย.) โดยดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตสหรัฐ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.53% แตะที่ระดับ 92.8489 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.29 เยน จากระดับ 105.96 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9127 ฟรังก์ จากระดับ 0.9094 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3069 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3074 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1823 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1907 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3320 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3377 ดอลลาร์
  • (+/-) “เพโลซี-มนูชิน”คว้าน้ำเหลวผ่าทางตันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ  นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวว่า ตนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ เมื่อวานนี้ แต่ทั้งสองยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการออกมาตรการเยียวยาชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่การหารือทางโทรศัพท์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตและทำเนียบขาวยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสถานการณ์ความยากลำบากที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญอยู่” นางเพโลซีกล่าว  นางเพโลซีระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวงเงินของมาตรการครั้งที่ 5 ในการเยียวยาด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุขแก่ชาวอเมริกันที่ถูกกระทบจากโควิด-19