ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 3 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำให้แบ่งขายลดสถานะซื้อลงบางส่วน หากขยับขึ้นไม่ผ่าน 1,593-1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับการเข้าซื้อเก็งกำไรให้รอราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,573 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )

แนวรับ : 1,573 1,560 1,546  แนวต้าน : 1,598 1,612 1,624

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยทองคำได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะกดดันให้ GDP จีนชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสแรกของปี  ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก  นอกจากนี้เศรษฐกิจจีนยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 17% ของ GDP โลก  จึงยิ่งเกิดความวิตกว่าการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก  ความวิตกดังกล่าวทำให้นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง (Risk off) จนกดดันให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 600 จุดในวันศุกร์  ส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างทั้งสกุลเงินเยนและทองคำ  นอกจากนี้แรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยได้กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้ปรับตัวลดลง  จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว  ที่สำคัญ  คือ  เป็นภาวะที่เคยบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคตได้อย่างแม่นยำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา  โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดภาวะ inverted yield curve ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน และ 10 ปีถึง 2 ครั้งจึงเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง  -0.29 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM และมาร์กิต

จจัยทางเทคนิค :

แม้ว่าราคาจะสร้างระดับสูงสุดใหม่ได้ แต่เมื่อราคาปรับตัวขึ้นยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,593-1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวรับระยะสั้นในโซน 1,573 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับถัดไปประเมินในโซน 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นแนวรับสำคัญ หากราคาไม่หลุดแนวโน้มระยะสั้นยังคงเป็นบวก

กลยุทธ์การลงทุน :

ซื้อเก็งกำไรระยะสั้นได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,573 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )และ สำหรับการขายให้ทยอยทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,593-1,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดัชนี PMI เขตชิคาโกต่ำสุดรอบ 4 ปี หดตัวเป็นเดือนที่ 7  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโก ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐ ร่วงลงสู่ระดับ 42.9 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2558 จากระดับ 48.2 ในเดือนธ.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 48.8
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า หลังนลท.แห่ซื้อสกุลเงินปลอดภัยจากวิตกไวรัสระบาด  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (31 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อสกุลเงินปลอดภัย อาทิ เยนและฟรังก์สวิส ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.47% สู่ระดับ 97.4024 ในวันศุกร์  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.35 เยน จากระดับ 108.77 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9635 ฟรังก์ จากระดับ 0.9694 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3234 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3217 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1087 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1029 ดอลลาร์ และเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3198 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3083 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6694 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6710 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 603.41 จุด วิตกไวรัสโคโรนา,ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอฉุดตลาด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ (31 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประกอบกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ และการเปิดเผยผลประกอบการที่ไร้ทิศทางของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐนั้น ได้ตอกย้ำความวิตกเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ แรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานออกมาอย่างหนัก ฉุดตลาดลงด้วย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,256.03 จุด ร่วงลง 603.41 จุด หรือ -2.09%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,225.52 จุด ลดลง 58.14 จุด หรือ -1.77% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,150.94 จุด ลดลง 148.00 จุด หรือ -1.59%
  • (+) ตลาดบอนด์สหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve วันที่ 2 ขณะส่งสัญญาณศก.ถดถอย  ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve เป็นวันที่ 2 ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่สูงกว่าพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน อยู่สูงกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปีในวันนี้ ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย  ณ เวลา 23.22 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.529% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือนปรับตัวลงสู่ระดับ 1.556% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อ่อนตัวลงสู่ระดับ 2.006% 
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนม.ค.  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 99.8 ในเดือนม.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 99.1 หลังจากแตะระดับ 99.3 ในเดือนธ.ค.
  • (+/-) สหรัฐเผยการใช้จ่ายผู้บริโภคสอดคล้องคาดการณ์ในเดือนธ.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพ.ย.  การใช้จ่ายของผู้บริโภคได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพ  หากปรับค่าตามเงินเฟ้อ การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ย.