ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 29 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

การเข้าซื้อรอจังหวะการอ่อนตัวลงหากไม่หลุดบริเวณที่ 1,694-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อแบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วนหากราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,720-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป

แนวรับ : 1,690 1,678 1,657 แนวต้าน : 1,728 1,747 1,769

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 6.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่ผันผวน  โดยราคาทองคำร่วงลงหลุด 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์  จากแรงขายทำกำไร  ประกอบกับความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในหมู่นักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น  หลังจากหลายรัฐในสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Lockdown สถานการณ์ดังกล่าวลดทอนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นแข็งแกร่งหลังจากนั้น  โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  เนื่องจากนักลงทุนเทขายสกุลเงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยเช่นกัน  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแย่เกินคาด  อาทิ  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐจาก Conference Board ที่ดิ่งลงเกินคาดสู่ระดับ 86.9 ในเดือนเม.ย. และดัชนีภาวะธุรกิจของภาคการผลิตจากเฟดสาขาริชมอนด์ที่ร่วงลงเกินคาดสู่ -53 ในเดือนเม.ย. สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลหนุนให้ราคาทองคำดีดกลับมาปิดตลาดเหนือ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในที่สุด  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2020 คาดเศรษฐกิจสหรัฐหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี  รวมถึงจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) คาด“คง” อัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% แต่แนะนำติดตามแถลงการณ์ของนายเจอโรม  พาวเวลล์ประธานเฟด เพื่อสะท้อนคาดการณ์เศรษฐกิจจากเฟด  รวมถึงสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)ในอนาคตว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ และจะดำเนินมาตรการดังกล่าวยาวนานเพียงใด 

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือโซน 1,720-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้แนวโน้มราคายังคงเป็นการแกว่งตัวในกรอบเพื่อสะสมแรงซื้อ อาจทำให้เกิดการอ่อนตัวลง โดยประเมินแนวรับบริเวณที่ 1,694-1,1690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรซื้อขายระยะสั้นในกรอบ โดยเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับบริเวณ 1,694-1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์)และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,720-1,728 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนักลงทุนรุกซื้อสินทรัพย์เสี่ยง,ปรับพอร์ทช่วงสิ้นเดือน  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเข้าซื้อสกุลเงินซึ่งมีสินทรัพย์เสี่ยง เช่นยูโรและเงินปอนด์ หลังจากยุโรปและสหรัฐเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนทำการปรับพอร์ทในช่วงสิ้นเดือน  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.85 เยน จากระดับ 107.24 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9740 ฟรังก์ จากระดับ 0.9755 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3986 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4039 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0835 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0832 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2433 ดอลลร์ จากระดับ 1.2422 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6499 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6465 ดอลลาร์สหรัฐ  นักลงทุนยังคงลดการถือครองดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และเข้าซื้อสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากยุโรปและสหรัฐเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยอิตาลีจะเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ในวันที่ 4 พ.ค. เพื่อเริ่มเปิดเศรษฐกิจและให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้ง
  • (+) Conference Board เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐทรุดหนักจากพิษโควิด  ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 86.9 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 118.8 ในเดือนมี.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 87.9
  • (-) “เอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์”เผยราคาบ้านสหรัฐพุ่ง 4.2% ในเดือนก.พ.  ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือนม.ค.  ส่วนดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 3.1% ในเดือนม.ค.  ราคาบ้านเพิ่มขึ้นสูงสุดในเมืองฟีนิกซ์ ซีแอตเติล และแทมปา  ราคาบ้านได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของผู้ซื้อบ้าน, สต็อกบ้านที่ตึงตัว และอัตราดอกเบี้ยจำนองที่ระดับต่ำ  อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาบ้านจะปรับตัวลงในเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
  • (-) “ฟิทช์”ปรับลดอันดับเครดิตอิตาลีสู่ “BBB-” จากผลกระทบโควิด-19  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ปรับลดอันดับเครดิตของอิตาลีสู่ “BBB-” เมื่อวานนี้ โดยอยู่เหนือระดับความเสี่ยงสูง (junk) เพียง 1 ขั้น โดยระบุว่า การปรับลดสะท้อนถึงผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจอิตาลี  ยูโรอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังการปรับลดดังกล่าว  ฟิทช์ปรับแนวโน้มของอิตาลีสู่ “มีเสถียรภาพ” จาก “เชิงลบ” โดยระบุว่า ฟิทช์คาดว่า การซื้อสินทรัพย์สุทธิของธนาคารกลางยุโรปจะช่วยหนุนการรับมือทางการคลังของอิตาลีต่อการระบาดของโควิด-19  ฟิทช์คาดว่า เศรษฐกิจอิตาลีจะหดตัว 8% ในปีนี้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และระบุว่า หนี้สินภาครัฐของอิตาลีจะเพิ่มขึ้นสู่ 156% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จาก 134.8% ในปีที่ผ่านมา
  • (+/-) แรงขายหุ้นเทคโนฯฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 32.23 จุด ขณะตลาดจับตาประชุมเฟด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (28 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงอัลฟาเบท เฟซบุ๊ก และไมโครซอฟท์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ของสหรัฐ และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธที่ 29 เม.ย.ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย.ตามเวลาไทย  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,101.55 จุด ลดลง 32.23 จุด หรือ -0.13% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,863.39 จุด ลดลง 15.09 จุด หรือ -0.52% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,607.73 จุด ลดลง 122.43 จุด หรือ -1.40%