ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 29 ม.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หลังจากมีแรงขายทำกำไรกดดันให้ราคาอ่อนตัวลง ราคาทองคำยังมีกำลังซื้อที่ไม่มากนัก  หากราคายังไม่สามารถยืนเหนือบริเวณแนวต้าน 1,577 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง  การเข้าซื้อในช่วงนี้จึงต้องเน้นไปที่รอจังหวะราคาอ่อนตัวลงมาบริเวณ 1,559-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,557 1,546 1,536  แนวต้าน : 1,577 1,589 1,603

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง  15.17  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากThailand, Vietnam, Japan, South Korea, Singaporeตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ฟื้นตัวขึ้นจากแรงช้อนซื้อของนักลงทุน  หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดในแดนลบถึง 5 วันทำการติดต่อกัน  ประกอบกับนักลงทุนบางส่วนมองว่าความพยายามอย่างหนักของจีน  อาจช่วยบรรเทาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้  จึงก่อให้เกิดแรงขายทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยออกมา  นอกจากนี้   ทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีภาคการผลิตจากเฟดริชมอนด์ที่ออกมาดีเกินคาด  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ดัชนีดอลลาร์ขึ้นมาเคลื่อนไหวไม่ไกลจากระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนจนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง  และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐ  อีกทั้งต้องติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่ง FedWatch Tool บ่งชี้ว่า มีโอกาสถึง 87.3% ที่เฟดจะ “คง” ดอกเบี้ยในการประชุมนัดนี้  จึงแนะนำจับตาแถลงการณ์หลังการประชุม(FOMC Statement) รวมไปถึง press conference ของนายเจอโรม พาวเวลล์  ประธานเฟด  ว่าจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตอย่างไร  หากเฟดส่งสัญญาณในเชิง Dovish มากกว่าคาดก็มีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ แต่หากเฟดส่งสัญญาณในเชิง Dovish น้อยกว่าที่ตลาดคาด  ก็อาจส่งผลกระตุ้นแรงขายในตลาดทองคำได้เช่นกัน 

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,559-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้นต่อ โดยหากยืนเหนือแนวต้านแรกบริเวณ 1,577 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดแนวรับแรก กรอบด้านล่างจะอยู่ที่ 1,546-1,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,559-1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อ หรือตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,577-1,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐกังวลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนอาจมากกว่าตัวเลขทางการหลายหมื่นคน  นายสก็อตต์ ก็อตต์ลิเอ็บ อดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวว่า เขามีความวิตกกังวลว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน อาจมีจำนวนมากกว่าตัวเลขทางการของจีน  “ผมคิดว่าเราประเมินตัวเลขต่ำเกินไปถึงหลายหมื่นคน” นายก็อตต์ลิเอ็บกล่าว
  • (+) “ทรัมป์”เรียกร้องเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อให้สหรัฐได้เปรียบในการแข่งขัน  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สหรัฐได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่น  “เฟดควรดำเนินการอย่างชาญฉลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยของเราแข่งขันได้กับประเทศอื่น ซึ่งได้จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าเรา แม้ว่าเรามีมาตรฐานสูงกว่า เราจะได้หันมาให้ความสำคัญต่อการชำระหนี้ และการรีไฟแนนซ์หนี้ของประเทศ ขณะที่แทบไม่มีเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่เฟดควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากล่าช้ามา 2 ปี” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ  แม้ว่าเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีที่แล้ว แต่ปธน.ทรัมป์ก็ระบุว่าเฟดล่าช้าเกินไปในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
  • (-) Conference Board เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนม.ค.  ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 131.6 ในเดือนม.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 128.0 จากระดับ 126.5 ในเดือนธ.ค.
  • (-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนธ.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนธ.ค. หลังจากดิ่งลง 3.1% ในเดือนพ.ย. 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 187.05 จุด นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหลังหุ้นร่วงหนัก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (28 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยหุ้นแอปเปิลที่พุ่งขึ้นกว่า 2.8% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงกว่าคาดในเดือนม.ค.  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,722.85 จุด เพิ่มขึ้น 187.05 จุด หรือ +0.66% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,276.24 จุด เพิ่มขึ้น 32.61 จุด หรือ +1.01% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,269.68 จุด เพิ่มขึ้น 130.37 จุด หรือ +1.43%  ตลาดหุ้นนิวยอร์กฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ปิดในแดนลบติดต่อกัน 5 วันทำการ
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลศก.สหรัฐสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 ม.ค.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ฟื้นตัวขึ้นในเดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดในเดือนม.ค. ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดแถลงในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.14 เยน จากระดับ 108.92 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9731 ฟรังก์ จากระดับ 0.9696 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3169 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3182 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1017 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1016 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3007 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3048 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6751 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6757 ดอลลาร์สหรัฐ  สำหรับดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.06% สู่ระดับ 98.0169 ในการซื้อขายเมื่อคืนนี้