ข้ามไปยังทูลบาร์
พฤศจิกายน 26, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 29 ต.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นการซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น เสี่ยงเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้นโดยมีแนวรับบริเวณ 1,868-1,862 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,890-1,910 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,862 1,847 1,831  แนวต้าน : 1,890 1,911 1,934

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลงถึง 31.58 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หลังจากในระหว่างวันราคาทองร่วงดลงกว่า 40 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวันสู่ระดับต่ำสุดในระหว่างวัน  โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยหลายประการ  ได้แก่ (1.) การอ่อนค่าของสกุลเงินยูโร  หลังจากฝรั่งเศสและเยอรมนีประกาศมาตรการ Lockdown รอบใหม่ เพื่อยับยั้งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งกระตุ้นความวิตกว่าจะมีมาตรการควบคุมเพิ่มขึ้นทั่วทั้งทวีปยุโรป  และจะสร้างความเสี่ยงอย่างมากต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในยุโรป  (2.) แรงขายทองเพื่อถือเงินสด  และโยกเงินเติมมาร์จิ้น รวมถึงชดเชยผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ขณะที่นักลงทุนกลับมาปิดรับความเสี่ยง(Risk off) ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า -3% ส่วนตลาดหุ้นเยอรมนีดิ่งลงถึง -5% ด้านน้ำมันดิ่งลงอย่างหนักเช่นกัน  โดยสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ทรุดตัวลงกว่า -5% จากความวิตกว่าการระบาด COVID-19 จะกระทบความต้องการใช้น้ำมัน  และ (3.) การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  โดยดัชนีดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของยูโร  พร้อมกันนี้นักลงทุนยังเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของCOVID-19 ในสหรัฐและยุโรป รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในสัปดาห์หน้า  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงแตะระดับต่ำสุด 1,868.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลด -8.47 ตัน  สำหรับวันนี้  จับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป(ECB)และธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) รวมไปถึงการเปิดเผยประมาณการครั้งแรกจีดีพีช่วงไตรมาส 3/2020 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด 1,868-1,862 ดอลลาร์ต่อออนซ์  จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น โดยหากยืนเหนือแนวต้านบริเวณที่ 1,890 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้(ระดับต่ำสุดของวันจันทร์) ราคาจะมีการขยับขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1,910-1,911 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ระดับสูงสูดของสัปดาห์นี้) แต่หากไม่หลุดแนวรับแรกแสดงว่า ยังคงมีแรงซื้อพยุงราคาไว้

กลยุทธ์การลงทุน :

ซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นแนะนำเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยอาจใช้บริเวณ 1,868-1,862 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หากหลุดให้ตัดขาดทุน) ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคาโซน 1,890-1,910 ดอลลาร์ต่อออนซ์  เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (-) ฝรั่งเศส,เยอรมนีประกาศล็อคดาวน์ขณะโควิด-19 ระบาดระลอก 2 ทั่วยุโรป  ประธานาธิบดีแอมมานูแอล มาครงของฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลของเยอรมนีสั่งให้ประเทศของพวกเขากลับสู่การปิดเมืองเมื่อวานนี้ ขณะที่การระบาดระลอก 2 ครั้งใหญ่ของโควิด-19 เสี่ยงสร้างความเสียหายรุนแรงต่อยุโรปก่อนฤดูหนาว  ภายใต้มาตรการใหม่ของฝรั่งเศส ซึ่งจะบังคับใช้ในวันศุกร์ ประชาชนจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านยกเว้นออกไปซื้อสินค้าจำเป็น, พบแพทย์ หรือออกกำลังสูงสุด 1 ชั่วโมงต่อวัน พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ไปทำงานหากบริษัทเห็นว่าไม่สามารถทำงานจากที่บ้าน โรงเรียนจะยังเปิดตามปกติไว้  เยอรมนีจะปิดบาร์, ร้านอาหาร และโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 2-30 พ.ย. ภายใต้มาตรการที่เห็นชอบระหว่างนายกฯแมร์เคิลและผู้นำรัฐบาลระดับภูมิภาค โรงเรียนจะยังเปิดและร้านค้าจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานด้วยมาตรการจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด
  • (-) ดอลล์แข็ง เหตุวิตกโควิดหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐและยุโรป รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.50% แตะที่ระดับ 93.4036  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9100 ฟรังก์ จากระดับ 0.9076 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3296 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3165 ดอลลาร์แคนาดา แต่เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 104.33 เยน จากระดับ 104.48 เยน  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1752 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1810 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2991 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3055 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7059 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7132 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) สื่อเผยชาวอเมริกันใน 3 รัฐมรณะถูกโควิดคร่าชีวิตสูงสุดในสหรัฐ  สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จากการวิเคราะห์ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐที่มีการเปิดเผยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ พบว่า รัฐวิสคอนซิน เทนเนสซี และเนบราสกา เป็น 3 รัฐในสหรัฐที่มีอัตราผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 สูงสุดในสหรัฐ  ทั้งนี้ รัฐวิสคอนซินมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เฉลี่ย 31 รายต่อวันในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 75% จากช่วง 7 วันก่อนหน้านี้  ส่วนรัฐเทนเนสซีมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เฉลี่ย 36 รายต่อวันในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 65% จากช่วง 7 วันก่อนหน้านี้  นอกจากนี้ รัฐเนบราสกามีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เฉลี่ย 8 รายต่อวันในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 45% จากช่วง 7 วันก่อนหน้านี้  ขณะเดียวกัน 15 รัฐในสหรัฐรายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงเป็นประวัติการณ์ โดยรัฐไวโอมิงมีจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนรัฐนิวเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 51% และรัฐนอร์ธ ดาโกตาเพิ่มขึ้น 27%
  • (+/-) ผู้เชี่ยวชาญเตือนผู้ป่วยโควิดรายใหม่ในสหรัฐพุ่ง 100,000 รายต่อวันในสัปดาห์นี้  นพ.สก็อตต์ ก็อตต์ลิเอ็บ อดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐจะล่าช้ากว่าในยุโรปราว 3-4 สัปดาห์ และสถานการณ์จะเลวร้ายลงในเดือนหน้า  นพ.ก็อตต์ลิเอ็บกล่าวว่า “ผมจะไม่ประหลาดใจถ้าเราพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันพุ่งแตะระดับ 100,000 รายในสัปดาห์นี้ และเราแน่ใจว่าจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวจะมากกว่า 90,000 รายภายในปลายสัปดาห์นี้ หากทุกรัฐมีการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ”
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดร่วง 943.24 จุด วิตกโควิดฉุดเศรษฐกิจโลก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงกว่า 900 จุดเมื่อคืนนี้ (28 ต.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้ประเทศต่างๆประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งสหรัฐ และความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,519.95 จุด ร่วงลง 943.24 จุด หรือ -3.43% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,271.03 จุด ลดลง 119.65 จุด หรือ -3.53% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,004.87 จุด ลดลง 426.48 จุด หรือ -3.73%