พฤหัส. พ.ย. 21st, 2019

วิเคราะห์ราคาทองคำ 29 ต.ค.62(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจต้องพิจารณาโซน 1,486-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดซื้อ อย่างไรก็ตามหากราคาปรับตัวขึ้นไปและไม่สามารถยืนเหนือ 1,509-1,518 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจเลือกเปิดสถานะขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นอีกครั้ง

แนวรับ : 1,480 1,464 1,458  แนวต้าน : 1,509 1,518 1,535

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลงถึง 15.07  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ  ขานรับทัศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ หลังจากวานนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า เขาหวังว่าจะลงนามในส่วนสำคัญของข้อตกลงการค้ากับจีน “ก่อนกำหนด” แต่ไม่ได้ระบุกำหนดเวลาในการลงนามที่ชัดเจน  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ดัชนี S&P500 ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปิดดีดตัวขึ้นกว่า 130 จุด  ซึ่งส่งผลกดดันให้ทองคำกลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง  อย่างไรก็ดี  สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่กำลังจะเสร็จสิ้นลงในสัปดาห์นี้  ประกอบกับเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นหลังจาก EU เห็นพ้องกันในการขยายกำหนดเส้นตาย Brexit เป็นวันที่ 31 ม.ค.2020  แม้ว่าสมาชิกสภาสามัญชนของอังกฤษจะคว่ำญัตติของนายบอริส จอห์นสัน นายกอังกฤษที่ขอจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในวันที่ 12 ธ.ค. ก็ตาม  ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์มีส่วนช่วยพยุงราคาทองคำเอาไว้  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาบ้านจาก S&P/CS, ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,509-1,518 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด สำหรับวันนี้ประเมินแนวต้านระยะสั้นในโซน 1,486-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถยืนได้แนวโน้มเชิงลบอาจเพิ่มขึ้นโดยประเมินแนวรับถัดไปในบริเวณ 1,464 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเฉพาะเมื่อตลาดปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,486-1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์(สถานะซื้อตัดขาดทุน 1,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การเปิดสถานะขายอาจเสี่ยงพิจารณาในโซน 1,509-1,518 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) เงินปอนด์แข็งค่า ขานรับ EU ไฟเขียวขยายเวลา Brexit  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (28 ต.ค.) หลังจากสหภาพยุโรป (EU) เห็นชอบในเรื่องการขยายระยะเวลาการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ไปเป็นวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ รวมทั้งตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2855 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2829 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1097 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1080 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.6837 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6820 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.01 เยน จากระดับ 108.68 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9948 ฟรังก์ จากระดับ 0.9941 ฟรังก์ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3054 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3061 ดอลลาร์แคนาดา  เงินปอนด์ได้รับปัจจัยหนุนหลังจาก EU เห็นพ้องกันในการขยายกำหนดเส้นตาย Brexit เป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมในวันที่ 31 ต.ค.2562 ซึ่งได้ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับ Brexit แบบไร้ข้อตกลง
  • (-) “ทรัมป์”ส่งสัญญาณลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนก่อนประชุมเอเปค  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อวานนี้ว่า เขาจะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนก่อนกำหนด แต่เขาไม่ได้ระบุกำหนดเวลาในการลงนามที่ชัดเจน “เรามีแนวโน้มที่จะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนก่อนกำหนด ซึ่งจะมีเนื้อหาจำนวนมาก” ปธน.ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าว ปธน.ทรัมป์ระบุว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ในข้อตกลงการค้าดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับภาคเกษตร และภาคธนาคาร ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐและจีนกำลังเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกตามที่ปธน.ทรัมป์ประกาศในวันที่ 11 ต.ค. ขณะที่ปธน.ทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาคาดหวังว่าจะลงนามในข้อตกลงดังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่จะมีขึ้นที่ประเทศชิลีในวันที่ 16-17 พ.ย.  ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ตามกำหนดเดิมนั้น เขาและปธน.สี จิ้นผิงจะลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกในการประชุมเอเปคที่ชิลี อย่างไรก็ดี ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในชิลีอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงนามดังกล่าว
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 132.66 จุด ขานรับ”ทรัมป์”ส่งสัญญาณลงนามข้อตกลงการค้ากับจีนก่อนเอเปค  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นกว่า 130 จุดเมื่อคืนนี้ (28 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ส่งสัญญาณว่าจะลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนก่อนการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,090.72 จุด เพิ่มขึ้น 132.66 จุด หรือ +0.49% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,039.42 จุด เพิ่มขึ้น 16.87 จุด หรือ +0.56% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,325.99 จุด เพิ่มขึ้น 82.87 จุด หรือ +1.01%
  • (+/-) สภาอังกฤษคว่ำญัตตินายกฯขอจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด 12 ธ.ค.  นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประสบความล้มเหลวในความพยายามผลักดันให้รัฐสภาให้การอนุมัติต่อการจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในวันที่ 12 ธ.ค. ทั้งนี้ สมาชิกสภาสามัญชนของอังกฤษ หรือสภาล่าง ลงมติด้วยคะแนนเสียงเพียง 299 เสียงเห็นชอบต่อญัตติจัดการเลือกตั้งในวันที่ 12 ธ.ค. ขณะที่ 70 เสียงไม่เห็นชอบ คะแนนเสียงเห็นชอบต่อญัตติดังกล่าวยังคงต่ำกว่า 434 เสียง หรือ 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกในสภาล่างทั้งหมด 650 เสียง ที่จำเป็นต้องให้การอนุมัติต่อญัตตินี้ พรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ประกาศก่อนหน้านี้ว่า ทางพรรคจะไม่ให้การสนับสนุนการเลือกตั้งดังกล่าว นอกจากว่ารัฐบาลจะรับประกันว่าจะไม่เกิดความเสี่ยงที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit)