ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 24, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 28 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love


โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำยังไม่หลุดต่ำกว่าแนวรับโซน 1,920-1,909 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,955-1,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจระวังแรงขายทำกำไรหากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้านดังกล่าว

แนวรับ : 1,909 1,887 1,862 แนวต้าน : 1,955 1,976 1,991

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 25.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่ผันผวน  โดยช่วงต้นของการซื้อขายในตลาดสหรัฐ  ราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 GDP Q2/20ของสหรัฐที่ออกมาหดตัว 31.7% ซึ่ง “ดีกว่า” ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ “ดีกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัวลง 34.7% ก่อนที่ราคาทองคำจะทะยานขึ้นแรง  ขานรับการที่นายเจอโรม  พาวเวลล์  ประธานเฟด ประกาศว่าเฟดจะใช้เครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” หรือ Average-inflation targeting(AIT)ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่น และสามารถดีดตัวขึ้นเหนือ 2% ส่งผลกดดันดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ให้ร่วงลงในช่วงต้น  จนหนุนทองคำให้ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดบริเวณ 1,976.65 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำเผชิญกับแรงขายทำกำไรในเวลาต่อมา  ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นหลังดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายออกมาดีเกินคาด ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวขึ้นจากแรงขายพันธบัตร และหันไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยง  ประกอบกับนักลงทุนเกิดความผิดหวังหลังจากที่นายพาวเวลล์  กล่าวในระหว่าง ตอบคำถามว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่สูงกว่าเป้าหมาย “ในระดับปานกลาง (Moderate)” และจะไม่คงอยู่เป็นระยะเวลานาน(Wont Last For Prolonged Periods) พร้อมกันนี้นายพาวเวลล์ยังระบุเพิ่มอีกว่า เฟดจะ “ไม่ลังเลที่จะดำเนินการ” หากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสู่ระดับ “ที่สูงกว่า” ระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย  ทำให้ตลาดตีความว่าเฟดพร้อมจะปรับนโยบายการเงินเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเช่นกัน  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำทิ้งตัวลงแรงจนแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,909.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ด้านกองทุน SPDR ถือครองทอง -0.59 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี Core PCE, การใช้จ่ายและรายได้ส่วนบุคคล, ดัชนี PMI เขตชิคาโก และคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก UoM

จจัยทางเทคนิค :

ราคาเริ่มมีการดีดตัวกลับทุกครั้งเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้กรอบแนวรับด้านซึ่งจะทำให้แรงขายชะลอตัวลง แต่หากการดีดตัวกลับของราคายังไม่สามารถดีดตัวกลับไปทดสอบหรือยืนเหนือโซนแนวต้าน 1,955-1,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจเกิดแรงขายจะกดดันให้ราคาปรับตัวลง โดยมีแนวรับระยะสั้นที่ 1,920-1,909 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาไม่หลุด 1,920-1,909 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำเปิดสถานะซื้อ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,909 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แบ่งขายทำกำไรหากราคาทองคำไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือ 1,955-1,976 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามการลงทุนควรเป็นในลักษณะเก็งกำไรระยะสั้นเนื่องจากราคามีความผันผวนสูง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสอดคล้องคาดการณ์ในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 1.006 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากมีการรายงานจำนวน 1.104 ล้านรายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 160.35 จุด รับถ้อยแถลง”พาวเวล”,การรักษาโควิดคืบหน้าดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (27 ส.ค.) ขานรับนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญในการประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล เมื่อวานนี้ ซึ่งจะปูทางให้เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวความคืบหน้าในการผลิตชุดอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของบริษัทแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,492.27 จุด เพิ่มขึ้น 160.35 จุด หรือ +0.57% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,484.55 จุด เพิ่มขึ้น 5.82 จุด หรือ +0.17% ส่วนดัชนี Nasdaqปิดที่ 11,625.34 จุด ลดลง 39.72 จุด หรือ -0.34%
  • (-) สหรัฐเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายสูงกว่าคาดในเดือนก.ค. สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 5.9% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3%
  • (-) สหรัฐเผย GDP Q2/63 หดตัว 31.7% ทรุดหนักสุดรอบกว่า 70 ปี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2563 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 31.7% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ที่สหรัฐเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2490 หรือกว่า 70 ปีก่อนหน้านี้ หลังจากหดตัว 5% ในไตรมาส 1  อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 2/2563 ดีกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจหดตัวลง 32.9% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัวลง 34.7%
  • (-) ดอลลาร์ทรงตัว หลัง”พาวเวล”เปลี่ยนแนวทางกำหนดเป้าเงินเฟ้อ ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (27 ส.ค.) หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ในการประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล เมื่อวานนี้ ซึ่งจะปูทางให้เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ขยับขึ้นเพียง 0.0048% แตะที่ 93.0093 เมื่อคืนนี้ดอลลาร์แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.61 เยน จากระดับ 106.01 เยน และแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9087 ฟรังก์ จากระดับ 0.9086 ฟรังก์  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1821 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1815 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3204 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3190 ดอลลาร์
  • (+/-) “พาวเวล”ประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ ปูทางเฟดตรึงดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลเมื่อวานนี้ ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy”การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงิน และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวานนี้ โดยเขาได้ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ โดยเฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยจะเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐ  การประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเมื่อวานนี้ ส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มน้อยลงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่ออัตราว่างงานลดลง ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้ดีดตัวขึ้น  ก่อนหน้านี้ เฟดมีความเชื่อว่าอัตราว่างงานต่ำจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นจนถึงขีดอันตราย ทำให้เฟดดำเนินการล่วงหน้าด้วยการรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่อาจก่อตัวขึ้นนายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะใช้เครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่น และสามารถดีดตัวขึ้นเหนือ 2% แทนที่จะกำหนดเป้าหมายตายตัวที่ 2%  นักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะระบุรายละเอียดของการใช้เครื่องมือ “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ในการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 15-16 ก.ย. โดยเฟดจะกำหนดช่วงการปรับตัวขึ้นลง หรือช่วง +/- ของอัตราเงินเฟ้อจากระดับ 2%  ประธานเฟดยังได้ระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันได้แตกต่างจากเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งเฟดในขณะนั้นต้องทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งเพื่อพยายามสกัดเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เฟดต้องหันมาให้ความสนใจต่ออัตราเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ