ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 20, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 28 ก.พ.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจต้องพิจารณาโซน 1,635-1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดซื้อ อย่างไรก็ตามหากราคาปรับตัวขึ้นไปไม่สามารถยืนเหนือ 1,661-1,664 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจเลือกแบ่งปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรบางส่วน

แนวรับ : 1,635 1,625 1,616 แนวต้าน : 1,664 1,678 1,689

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัว  แม้ระหว่างวันราคาจะขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 1,660.37 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากประเด็นหลัก 2 ประเด็น  ได้แก่  (1.) จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 นอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าภายในจีน ซึ่งยิ่งกระตุ้นความวิตกที่ว่าการระบาดของไวรัสจะกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน, ผลประกอบการบริษัทและการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกมากยิ่งขึ้น  สถานการณ์ดังกล่าวกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก  จนทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 1,000 จุด หรือ -4.42% ดัชนี S&P500 ปิด -4.42% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิด -4.61% ขณะที่ทั้ง 3 ดัชนีเข้าสู่โหมดของการปรับฐานอย่างเป็นทางการ  (2.) การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับ “ลด” ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือนหน้า  สะท้อนจาก FedWatch Tool เช้านี้ที่บ่งชี้ว่า  เทรดเดอร์คาดมีโอกาสกว่า 90% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค. และมีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 และ 3 ของปีนี้ในเดือนมิ.ย. และก.ย. ตามลำดับ  แม้ประเด็นที่กล่าวมาจะหนุนทองคำให้ทะยานขึ้นราว 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างวัน  แต่ราคาทองคำกลับไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้เนื่องจากเผชิญกับแรงขายทำกำไรนั่นเอง  ด้านกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำลง -1.47 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE), การใช้จ่ายและรายได้ส่วนบุคคล, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโก

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,664 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของวันอังคาร) ส่งผลให้แรงซื้อยังคงถูกจำกัด และการเคลื่อนไหของราคาทองคำยังคงแกว่งตัวออกด้านข้าง สำหรับวันนี้ประเมินแนวรับระยะสั้นในโซน 1,635 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถยืนได้อาจมีแรงขายกดดันราคาออกมาอีกครั้ง  โดยประเมินแนวรับถัดไปไปในบริเวณ 1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของสัปดาห์นี้)

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,635-1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์(สถานะซื้อตัดขาดทุน 1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่การแบ่งปิดสถานะเพื่อทำกำไรพิจารณาในโซน 1,661-1,664 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) นักลงทุนคาดเฟดหั่นดอกเบี้ยเดือนหน้า หวังลดผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในการประชุมเดือนหน้า เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้ม 70% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค. โดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากระดับ 1.50-1.75% สู่ระดับ 1.25-1.50%  นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปีนี้ในเดือนมิ.ย. และครั้งที่ 3 ในเดือนก.ย.
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 219,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 212,000 ราย
  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 1,190.95 จุด หลุดเส้น 26,000 จุด วิตกโควิด-19 ลามสหรัฐ,ทั่วโลก  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงหลุดจากระดับ 26,000 จุดเมื่อคืนนี้ (27 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ดิ่งทะลุแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 3,000 จุด เนื่องจากนักลงทุนตื่นตระหนกต่อข่าวการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสโควิด-19 โดยล่าสุดสหรัฐพบผู้ติดเชื้อรายแรกที่ไม่ทราบต้นตอของการติดเชื้อ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการแพร่ระบาดในชุมชนเป็นครั้งแรกในสหรัฐ ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้และอิหร่าน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,766.64 จุด ร่วงลง 1,190.95 จุด หรือ -4.42% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,978.76 จุด ลดลง 137.63 จุด หรือ -4.42% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,566.48 จุด ลดลง 414.29 จุด หรือ -4.61%
  • (+) ดอลลาร์ร่วงขณะยูโรปรับตัวดีที่สุดนับแต่พ.ค.2018  ดอลลาร์ร่วงในวันพฤหัสบดี ในขณะที่นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยผลกระทบของไวรัสโคโรนาที่แพร่กระจาย ซึ่งทำให้ยูโรปรับตัวขึ้นรายวันสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2018  เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงว่า คาดการณ์ของเทรดเดอร์เกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพิ่มสู่ 54.3% เมื่อเทียบกับ 33.2% ในวันพุธ คาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปเพิ่มขึ้นเช่นกัน  “เรากำลังเห็นการพลิกผันครั้งใหญ่ในชะตากรรมของดอลลาร์” นักวิเคราะห์กล่าว  ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่าประเทศอื่นๆในกลุ่ม G10 มาก ดังนั้น จึงมีโอกาสที่ปรับตัวลงมากกว่า นักลงทุนจึงถอนตัวจากดอลลาร์   “คาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยได้รับแรงผลักดัน และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐลดลงมากกว่าในยูโรโซน” นักวิเคราะห์กล่าว  การที่ดอลลาร์จะร่วงลงต่อไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนาที่มีต่อความเชื่อมั่นและการค้านอกจีน  เมื่อเทียบกับยูโร ดอลลาร์ร่วงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์ หลังจากที่อยู่ต่ำกว่าระดับนั้นเล็กน้อยที่ 1.099 โดยปรับลง 1.02% ในบ่ายวันพฤหัสบดี ดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 0.658% สู่ 98.463 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ร่วงสู่ระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.
  • (+/-) สหรัฐเผย GDP Q4/62 ขยายตัว 2.1% สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2562 ที่ระดับ 2.1% สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ได้แรงหนุนจากการลดลงของมูลค่าการนำเข้า  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2562 ที่ระดับ 2.1% สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่ได้แรงหนุนจากการลดลงของมูลค่าการนำเข้า  อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายของผู้บริโภค, การลงทุนในภาคธุรกิจ และการใช้จ่ายของรัฐบาลได้ชะลอตัวในไตรมาส 4/2562  ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.1% ในไตรมาส 3/2562 และ 2.0% ในไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาส 1 มีการเติบโต 3.1%