ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 เม.ย.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคายังไม่ผ่านโซน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รอเสี่ยงเปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,711-1,705 ดอลลาร์ต่อออนซ์(ตัดขาดทุนหากหลุดโซนดังกล่าว) เพื่อไปรอพิจารณาเช้าซื้อที่แนวรับถัดไป โดยเน้นการลงทุนระยะสั้น

แนวรับ : 1,705 1,692 1,678 แนวต้าน : 1,747 1,769 1,788

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 5.96  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำปรับตัวลดลงก่อนในช่วงต้นจากแรงขายทำกำไรสินทรัพย์ปลอดภัยแล้วกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากรัฐบางแห่งในสหรัฐเตรียมผ่อนคลาย Lockdown เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เริ่มชะลอตัว  นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามในร่างกฏหมายเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กและโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ประกอบกับม.มิชิแกนเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงน้อยกว่าคาดสู่ระดับ 71.8 ในเดือนเม.ย.จึงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม  แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะกดดันให้ทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในระหว่างวันที่ 1,708.9 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ราคาทองคำดีดตัวกลับเกือบ 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเวลาต่อมา  โดยได้รับหนุนจากแรงชื้อทองคำท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินเพิ่มเติม  ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากแรงขายทำกำไร  ส่วนสกุลเงินยูโรเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังมีรายงานข่าวว่าประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ชาติ และสถาบันต่างๆ ของ EU ได้จัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 3.3 ล้านล้านยูโร เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของยูโรโซน  จึงเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของราคาทองคำเพิ่ม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในวันศุกร์จำนวน +5.85 ตัน สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  แต่แนะนำติดตามผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)

จจัยทางเทคนิค :

ราคาเริ่มมีการดีดตัวกลับทุกครั้งเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้ระดับต่ำสุดของวันก่อนหน้า จะทำให้แรงขายชะลอตัวลง แต่หากการดีดตัวกลับของราคายังไม่สามารถดีดตัวกลับไปทดสอบหรือยืนเหนือโซนแนวต้าน 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจเกิดแรงขายกดดันให้ราคาปรับตัวลงอีกครั้ง โดยมีแนวรับระยะสั้นที่ 1,711-1,705 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

หากราคาไม่หลุด 1,711-1,705 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมา อาจรอเปิดสถานะซื้อในโซนดังกล่าว (ตัดขาดทุนหากหลุดโซน 1,692 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาปรับตัวขึ้นพิจารณาทยอยแบ่งขายทำกำไรบริเวณ 1,739-1,747 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ แนะนำให้ชะลอการขายออกไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.ขายทำกำไร  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 เม.ย.) หลังจากแข็งค่าขึ้น 4 วันติดต่อกัน โดยนักลงทุนขายดอลลาร์ออกมาเพื่อทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.05% สู่ระดับ 100.3904  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.42 เยน จากระดับ 107.60 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9749 ฟรังก์ จากระดับ 0.9761 ฟรังก์ แต่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4104 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4047 ดอลลาร์แคนาดา ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0797 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0785 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2351 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2354 ดอลลาร์
  • (+) EU จัดสรรงบ 3.3 ล้านล้านยูโรหนุนเศรษฐกิจยูโรโซนฝ่าวิกฤตโควิด-19  สื่อต่างประเทศรายงานการเปิดเผยของนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งกล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมทางไกลของผู้นำสหภาพยุโรป (EU) ว่า ประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ชาติ และสถาบันต่างๆ ของ EU ได้จัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 3.3 ล้านล้านยูโร เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของยูโรโซนท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทั้งนี้ สถาบันต่างๆ ของ EU ที่ร่วมจัดสรรเงินดังกล่าวได้แก่ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC), ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (EIB)  นางเลเยนเปิดเผยว่า มาตรการทั้งหมดที่ดำเนินการโดยประเทศ และสถาบันต่างๆ ของ EU เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจนั้น คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้นราว 3.3 ล้านล้านยูโร
  • (-) “มนูชิน”มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวใน Q3 หลังรัฐบาลเปิดเศรษฐกิจในเดือนพ.ค.,มิ.ย.  นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากที่มีการเปิดเศรษฐกิจในเดือนพ.ค.และมิ.ย. นายมนูชินได้แสดงความเห็นดังกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวานนี้ โดยกล่าวว่า มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงินนับล้านล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลนำมาใช้จ่ายนั้น จะส่งผลกระทบในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเชื่อว่า เมื่อภาคธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง ภาวะอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจก็จะดีดตัวขึ้นด้วย
  • (+) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนดิ่งลงในเดือนมี.ค.จากพิษโควิด  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ดิ่งลง 14.4% ในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนก.พ.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนจะร่วงลง 11.9% ในเดือนมี.ค.
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงจากพิษโควิด-19  ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 71.8 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 89.1 ในเดือนมี.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 67.0
  •  (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวก 260.01 จุด ขานรับผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์,กม.เยียวยาธุรกิจ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (24 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับรายงานข่าวที่ว่า บางรัฐของสหรัฐเตรียมที่จะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชะลอตัวลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในร่างกฎหมายมาตรการเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กและโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วงเงิน 4.84 แสนล้านดอลลาร์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,775.27 จุด เพิ่มขึ้น 260.01 จุด หรือ +1.11%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,836.74 จุด เพิ่มขึ้น 38.94 จุด หรือ +1.39% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,634.52 จุด เพิ่มขึ้น 139.77 จุด หรือ +1.65%