ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 ม.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เปิดสถานะซื้อในบริเวณ 1,574-1,568 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนในบริเวณ 1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่หากรับความเสี่ยงได้น้อยแนะนำหากราคาไม่สามารถยืนเหนือ 1,589-1,603 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจต้องพิจารณาปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไรบางส่วน

แนวรับ : 1,568 1,557 1,546  แนวต้าน : 1,589 1,603 1,612

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.90  ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำทะยานขึ้นจากความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มขึ้นในประเทศจีน  หลังจากล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นรายที่ 5 ในสหรัฐ  นอกจากนี้ยังมีรายงานประเทศที่พบผู้ติดเชื้อนอกจากจีนและสหรัฐอีก 9 ประเทศ  อาทิ  ไทย, สิงคโปร์, ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, เกาหลีใต้, เนปาล และออสเตรเลีย  ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสดังกล่าวแล้ว 80 คนจากจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 2,744 คน  แม้ว่าจีนจะพยายามอย่างหนักในการควบคุมการระบาด  แต่ความวิตกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคอาจยิ่งเลวร้ายลงหลังจากผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีน ที่ชาวจีนจำนวนหลายร้อยล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในจีน และในต่างประเทศ  เป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ  ประกอบกับทองคำได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า  หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในประกาศเพื่อปรับขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าอีก 25% และขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมอีก 10% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 ก.พ.นี้  อย่างไรก็ดี  การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์หลังการเปิดเผยดัชนี PMI รวมภาคการผลิต และภาคบริการที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน  รวมถึงแรงซื้อดอลลาร์ที่อยู่ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยยังเป็นปัจจัยที่สกัดช่วงบวกของราคาทองคำเอาไว้  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่  และเกาะติดรายงานการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างใกล้ชิดThailand, Vietnam, Japan, South Korea, Singapore

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำมีการดีดตัวขึ้นค่อนข้างแรงแสดงถึงแรงซื้อในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ทำให้ประเมินแนวรับระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,574-1,568 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดยังคงมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,589-1,603 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการเปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,574-1,568 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ อาจทยอยแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,589-1,603 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 170.36 จุด นลท.วิตกไวรัสโคโรนา,พบผู้ติดเชื้อรายที่ 2 ในสหรัฐ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (24 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนได้เทขายหุ้นออกมา ท่ามกลางความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มขึ้นในประเทศจีน และขณะนี้สหรัฐพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นรายที่ 2 แล้ว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,989.73 จุด ลดลง 170.36 จุด หรือ -0.58%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,295.47 จุด ลดลง 30.07 จุด หรือ -0.90% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,314.91 จุด ลดลง 87.57 จุด หรือ -0.93%
  • (+) บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วงหลุด 1.70% ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ผวาไวรัสลามสหรัฐ  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดิ่งลงในวันนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 1.70% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐ  ณ เวลา 23.53 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.693% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.137%
  • (+) “ทรัมป์”สั่งเพิ่มภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียม มีผลบังคับใช้ 8 ก.พ.นี้  สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ลงนามในประกาศเมื่อวานนี้เพื่อปรับขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าอีก 25% และขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมอีก 10% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 ก.พ.นี้  ปธน.ทรัมป์ระบุว่า อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, เม็กซิโก และเกาหลีใต้ จะได้รับการยกเว้นจากการที่สหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า ขณะที่อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, แคนาดา และเม็กซิโก จะได้รับการยกเว้นจากการปรับขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม  ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมเพื่อช่วยสนับสนุนการผลิตในสหรัฐ ซึ่งปธน.ทรัมป์ระบุว่าเป็นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติ
  • (-) “มาร์กิต”เผยดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐสูงสุดรอบ 10 เดือนในม.ค.  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.1 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน จากระดับ 52.7 ในเดือนธ.ค.  ดัชนี PMI ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของการจ้างงาน ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน แม้ว่าคำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัวลง  ดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว ทั้งภาคการผลิต และบริการ  อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 51.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 52.4 ในเดือนธ.ค.  สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 53.2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือน จากระดับ 52.8 ในเดือนธ.ค.
  • (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่เปลี่ยนแปลง และเตรียมเริ่มทำการทบทวนกลยุทธ์นโยบายการเงิน  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.17% สู่ระดับ 97.859  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1029 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1055 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3078 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3117 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6822 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6841 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9708 ฟรังก์ จากระดับ 0.9696 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3142 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3128 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.27 เยน จากระดับ 109.52 เยน