ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 22, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้นตามกรอบราคา เปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,646-1,651 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ถือสถานะซื้อต่อ

แนวรับ : 1,585 1,548 1,523 แนวต้าน : 1,644 1,671 1,689

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  18.03 ดอลลาร์ต่อออนซ์   โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงหลังการเปิดเผยว่า  จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.28 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว  เลวร้ายกว่าตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 1.5 ล้านราย  อีกทั้งยังทำลายระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินโลกในปี 1982 ที่ระดับ 695,000 ราย  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ในวงกว้างว่าการระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มกระทบกับตลาดแรงงานอย่างมาก  จนผลักดันธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และรัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม  จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์  จนส่งผลหนุนราคาทองคำให้ทะยานขึ้นแตะรดับสูงสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,645.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ตลาดหุ้นสหรัฐเมินปัจจัยลบดังกล่าว  กลับทะยานขึ้นแกร่งเป็นวันทำการที่ 3 ติดต่อกันขานรับข่าวดีที่ว่าร่างกฏหมายเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก COVID-19 วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์มีแนวโน้มจะผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสภายในสัปดาห์นี้  พร้อมถูกส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในทันที  สถานการณ์ดังกลาวด้านกองทุน SPDR ถือครองทองเพิ่ม +4.39 ตันสู่ระดับ 953.54 ตัน  ในปี 2020 กองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้ว +60.29 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE), การใช้จ่ายส่วนบุคคลและรายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำปรับตัวลงมาพอเข้าใกล้โซนแนวรับ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีแรงดีดกลับสั้นๆ แม้ว่าจะสร้างระดับสูงสุดใหม่จากวันก่อนหน้าได้ แต่ก็มีแรงขายททำกำไรออกมากดดัน เบื้องต้นหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอที่จะจะดันราคาให้ขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านที่ 1,646-1,651 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ในระยะสั้นราคาอาจแกว่งตัวออกด้านข้าง

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเฉพาะเมื่อตลาดปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,594-1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ )ขณะที่ขายทำกำไรในโซน 1,646-1,651 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานพุ่งเป็นประวัติการณ์จากพิษโควิด-19  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.28 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ในช่วง 1-4 ล้านราย ส่วนตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านรายตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 695,000 รายที่ทำไว้เมื่อเดือนต.ค.2525 การพุ่งขึ้นของตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานมีสาเหตุจากการที่ภาคธุรกิจได้แห่ปิดกิจการ ท่ามกลางผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีการปลดพนักงานจำนวนมาก
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานพุ่ง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (26 มี.ค.) หลังจากสหรัฐเผยจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดแรงงานของสหรัฐ  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.23 เยน จากระดับ 111.36 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9622 ฟรังก์ จากระดับ 0.9779 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4029 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4204 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 1.1040 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0867 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2151 ปอนด์ จากระดับ 1.1870 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6080 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.5960 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+/-) สหรัฐเผย GDP Q4/62 ขยายตัว 2.1% สอดคล้องคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2562 ที่ระดับ 2.1% สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมทั้งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.1% ในไตรมาส 3/2562 และ 2.0% ในไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาส 1 มีการเติบโต 3.1%  นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.3% ในปี 2562 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยต่ำกว่าระดับ 2.9% ในปี 2561 และ 2.4%
  • (+/-) “มนูชิน”เผยชาวอเมริกันจะได้เช็คเงินสดตามมาตรการเยียวยาโควิด-19 ใน 3 สัปดาห์  นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า ชาวอเมริกันจะเริ่มได้รับเช็คเงินสดตามมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 ภายใน 3 สัปดาห์
  • (+/-) สภาผู้แทนฯสหรัฐเตรียมลงมติมาตรการเยียวยาโควิด-19 วันศุกร์นี้  สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะทำการอภิปราย และลงมติต่อร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ในวันศุกร์ หลังจากที่วุฒิสภาลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 96-0 เสียงเมื่อวานนี้  ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีวงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่มีวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะลงนามในร่างกฎหมายฉบับนี้ หากได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1,351.62 จุด ขานรับสหรัฐผลักดันมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทะยานขึ้นกว่า 1,300 จุดเมื่อคืนนี้ (26 มี.ค.) ขานรับวุฒิสภาลงที่มติผ่านร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเช่นกัน โดยความคืบหน้าดังกล่าวช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 และสามารถสกัดปัจจัยลบจากรายงานตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 22,552.17 จุด พุ่งขึ้น 1,351.62 จุด หรือ +6.38% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,630.07 จุด เพิ่มขึ้น 154.51 จุด หรือ +6.24% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,797.54 จุด เพิ่มขึ้น 413.24 จุด หรือ +5.60%