ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 พ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

สามารถถือสถานะขายต่อหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน 1,722-1,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากรับความเสี่ยงได้สูงอาจเปิดสถานะขายเพิ่มหากราคาไม่ยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ เพื่อทยอยปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรหากราคาอ่อนตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,700 1,690 1,680 แนวต้าน : 1,725 1,739 1,754

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 14.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสCOVID-19 ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต่างทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ซึ่งนักลงทุนมองว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นปกติและสร้างความหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มพลิกฟื้น  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนดัชนีดาวโจนส์ให้ปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุด  จนกดดันทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีเกินคาด  อาทิ ดัชนีราคาบ้านจาก S&P/CS, ยอดขายบ้านใหม่ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงถึง $27 จากระดับสูงสุดในระหว่างวันที่ 1,735 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่ระดับต่ำสุดในระหว่างวันที่ 1,708 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  แรงขายเริ่มชะลอตัวลงโดยราคาได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์หลังจากการพัฒนาวัคซีนต้าน COVID-19 คืบหน้าและการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown กลับมาบั่นทอนอุปสงค์ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ในขณะเดียวกัน  ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงเช้าวันนี้ที่ตลาดเอเชีย หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า  “เขาจะเปิดเผยมาตรการที่สหรัฐจะดำเนินการต่อจีนก่อนสิ้นสัปดาห์นี้  และจะเป็นมาตรการที่มีอานุภาพอย่างมาก” ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนจะต้องติดตามต่อไป  สำหรับวันนี้ ติดตามการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตจากเฟดริชมอนด์ 

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถ break out กรอบราคาด้านบนหรือไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,722-1,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเกิดแรงขายตามมาซึ่งอาจส่งผล ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากทะลุแนวต้านแรกไปได้ แนวต้านถัดไปอยู่ในโซน 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

สำหรับการเปิดสถานะขาย  อาจพิจารณาบริเวณ 1,722-1,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านขึ้นไปให้ชะลอการขายไปที่ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตัดขาดทุนหากยืนได้บริเวณ 1,739 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ขณะที่หากราคาอ่อนตัวลงสามารถยืนเหนือ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ค่อยทยอยเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) “ทรัมป์”เผยสหรัฐเตรียมดำเนินการต่อจีนประเด็นฮ่องกงสัปดาห์นี้  เมื่อวานนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐระบุว่า เขากำลังเตรียมดำเนินการต่อจีนในสัปดาห์นี้ในประเด็นความพยายามของจีนในการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติต่อฮ่องกง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด  เมื่อได้รับคำถามว่า เขาจะออกมาตรการคว่ำบาตรจีนประเด็นการดำเนินการของจีนในฮ่องกงหรือไม่ ปธน.กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่าทำเนียบขาวว่า “เรากำลังทำบางสิ่งขณะนี้ ผมคิดว่าคุณจะพบว่าสิ่งนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ผมจะไม่กล่าวถึงสิ่งนั้นในวันนี้”  ปธน.ทรัมป์ระบุว่า “นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้ยิน…ก่อนสิ้นสัปดาห์นี้ซึ่งผมคิดว่ามีอำนาจอย่างมาก”
  • (+) ที่ปรึกษาสหรัฐเผย”ทรัมป์”ไม่พอใจจีน, ข้อตกลงการค้ามีความสำคัญน้อยลงในขณะนี้  เมื่อวานนี้นายแลร์รีย์ คัดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ “ไม่พอใจ” จีนประเด็นโควิด-19 และประเด็นอื่นๆอย่างมากจนกระทั่งข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีนไม่สำคัญกับเขาอย่างที่เคยเป็น  ในการกล่าวต่อสถานีโทรทัศน์ช่อง Fox News นายคัดโลว์ระบุว่า การดำเนินการของจีนในฮ่องกงสร้างความขุ่นเคืองอย่างมาก  เขาระบุว่า ข้อตกลงการค้า “ระยะที่ 1” ของสหรัฐ-จีนที่บรรลุในเดือนม.ค.ยังคงไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ แต่คณะบริหารของปธน.ทรัมป์กำลังจับตาว่า จีนดำเนินการตามพันธสัญญาหรือไม่
  • (+) สหรัฐพิจารณาคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่,บริษัทจีนจากประเด็นฮ่องกง  แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐกำลังพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรต่างๆเพื่อลงโทษจีนฐานปราบปรามฮ่องกง ขณะที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐพิจารณาว่า จะประกาศให้ฮ่องกงสูญเสียสถานะการปกครองตนเองจากจีนหรือไม่  กระทรวงการคลังสหรัฐอาจออกมาตรการควบคุมการทำธุรกรรมและอายัดทรัพย์สินเจ้าหน้าที่และธุรกิจจีนฐานบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งจะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองฮ่องกง มาตรการอื่นๆที่อยู่ภายใต้การพิจารณา ได้รวมถึงการจำกัดวีซ่าสำหรับเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน  แหล่งข่าวระบุว่า การหารือระหว่างหน่วยงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรหรือไม่หรืออย่างไร
  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.เมินสินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (26 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังมีการรายงานความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และประเทศต่างๆพากันผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์  ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.52 เยน จากระดับ 107.71 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9647 ฟรังก์ จากระดับ 0.9712 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3757 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3985 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0994 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0897 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2343 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2191 ดอลลาร์
  • (-) Conference Board เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวเกินคาด ขานรับผ่อนคลายล็อกดาวน์  ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 86.6 ในเดือนพ.ค. จากระดับ 85.7 ในเดือนเม.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 82.3
  • (-) “เอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์”เผยราคาบ้านสหรัฐพุ่ง 4.4% ในเดือนมี.ค.  ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 4.4% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.2% ในเดือนก.พ.  ส่วนดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือนก.พ.
  • (-) สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 1% สวนทางคาดการณ์ดิ่งลง 22%  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 1% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะดิ่งลง 22% 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 529.95 จุด ขานรับวัคซีนต้านโควิดคืบหน้า,คลายล็อกดาวน์  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้ (26 พ.ค.) ขานรับความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากรัฐบาลของประเทศต่างๆเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง โดยปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,995.11 จุด พุ่งขึ้น 529.95 จุด หรือ +2.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,991.77 จุด เพิ่มขึ้น 36.32 จุด หรือ +1.23% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,340.22 จุด เพิ่มขึ้น 15.63 จุด หรือ +0.17%