ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 23, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 27 ธ.ค.62(ภาคเช้า) by HGF

Spread the love

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำทะลุแนวต้าน 1,500 ดอลลาร์

คืนนี้สหรัฐไม่มีประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ

แนวโน้มราคาทองคำเป็นขาขึ้น

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสามารถทะลุแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 1,500 ดอลลาร์ได้ ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน โดยมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามา เนื่องจากนักลงทุนยังไม่มั่นใจการลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐและจีน ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐและจีนจะลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกในไม่ช้านี้ ประกอบกับมีแรงซื้อทองคำจากเอเชียก่อนปีใหม่และตรุษจีน
  • คืนนี้สหรัฐไม่มีประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนสัปดาห์หน้าติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC ซึ่งเป็นการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10-11 ธ.ค.ที่ผ่านมา
  • แนวโน้มราคาทองคำเป็นขาขึ้น หลังจากสามารถทะลุแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 1,500 ดอลลาร์ได้ โดยมีแนวต้านที่ 1,515 ดอลลาร์ และ 1,520 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับที่ 1,500 ดอลลาร์ และ 1,490 ดอลลาร์ 

ราคาทองคำตลาดโลก

Close chg. Support Resistance
1,511.30 +12 1,500/1,490 1,515/1,520

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

Close chg. Support Resistance
21,450 -50 21,300/21,200 21,550/21,650

โกลด์ฟิวเจอร์ส

Close chg Support Resistance
21,720 +40 21,600/21,500 21,730/21,800

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,490 ดอลลาร์ และมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,480 ดอลลาร์

สำหรับการลงทุนในทองแท่ง นักลงทุนที่ซื้อไว้แนะนำถือต่อไปจนถึงเดือนม.ค.ปีหน้า

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

Close chg Support Resistance
1,520.80 +4.70 1,510/1,500 1,525/1,530

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำเมื่อราคา GOH20 ปรับลงมาที่ 1,500 ดอลลาร์ และมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,490 ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ :ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุนลท.ขายดอลล์ซื้อสกุลเงินเสี่ยง

          สำนัดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์และเข้าซื้อสกุลเงินอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงแต่ให้ผลตอบแทนมากกว่า หลังจากที่ตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่มีความอ่อนไหวด้านการค้า อาทิ ดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.10% สู่ระดับ 97.5403

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : เงินดอลล์อ่อน หนุนทองปิดบวก 9.6 ดอลลาร์

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) เนื่องจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับสัญญาทองคำ   สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 9.6 ดอลลาร์ หรือ 0.64% ปิดที่ 1514.4  ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.ปีนี้       สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 13.7 เซนต์ หรือ 0.77% ปิดที่ 17.99 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ : น้ำมัน WTI ปิดบวก 57 เซนต์ ขานรับสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) ขานรับรายงานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลงในสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีน   สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 57 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 61.68 ดอลลาร์/บาร์เรล                 สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 72 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 67.92 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 105.94 จุด ทำนิวไฮ ขานรับข้อตกลงการค้าคืบหน้า

          ดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทำนิวไฮเมื่อคืนที่ผ่านมา (26 ธ.ค.) ขานรับความคืบหน้าในการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งรายงานจากมาสเตอร์การ์ดซึ่งระบุว่า ยอดขายออนไลน์ช่วงเทศกาลท้ายปีในสหรัฐทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคดีดตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นอเมซอนที่พุ่งขึ้นกว่า 4% ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,621.39 จุด เพิ่มขึ้น 105.94 จุด หรือ +0.37% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,239.91 จุด เพิ่มขึ้น 16.53 จุด หรือ +0.51% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,022.39 จุด เพิ่มขึ้น 69.51 จุด หรือ +0.78%

“ไมเคิล บลูมเบิร์ก” ทุ่มเงินสูงถึง 120 ล้านดอลล์ในการหาเสียงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ปธน.สหรัฐ

          นายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีรัฐนิวยอร์ก และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2563 มียอดการใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งทางสื่อดิจิทัลและทีวี สูงถึง 120 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เริ่มการหาเสียงในเดือนที่แล้ว  รายงานระบุว่า นายบลูมเบิร์ก ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครต ได้ใช้จ่ายเงินไปกับการหาเสียงในรัฐต่างๆ ทั้งหมด 50 รัฐ แต่รัฐที่เขาหวังได้คะแนนเสียงมากที่สุดคือรัฐแคลิฟอร์เนีย เท็กซัส และฟลอริดา ทั้งนี้ โพลิติโครายงานว่า เม็ดเงินที่นายบลูมเบิร์กใช้จ่ายไปกับการโฆษณาในช่วงเวลาประมาณ 3 สัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มรณรงค์หาเสียงปลายเดือนพ.ย.นั้น มีมูลค่าสูงกว่า 2 เท่าของยอดการใช้จ่ายรวมกันทั้งปีนี้ของตัวแทนพรรคเดโมแครตรายอื่นๆ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางราย ซึ่งรวมถึง คริสเตียน เฮเอียนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากบริษัทเซเบอร์ คอมมูนิเคชันส์มองว่า การใช้จ่ายเงินจำนวนมากที่หมดไปกับการหาเสียงเลือกตั้งของนายบลูเบิร์กนั้น อาจจะไม่ได้ช่วยให้คะแนนนิยมของนายบลูมเบิร์กเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

กองทัพสหรัฐเตรียมพร้อมทำสงครามข้อมูลหวังสกัดต่างชาติแทรกแซงการเลือกตั้งปีหน้า

          หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์รายงานว่า หน่วยบัญชาการด้านไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐกำลังพัฒนากลยุทธ์สำหรับการทำสงครามสารสนเทศที่มุ่งเป้าโจมตีไปยังเจ้าหน้าที่ของรัสเซีย หากรัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐในปีหน้า รายงานดังกล่าวซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐทั้งในอดีตและปัจจุบันระบุว่า หน่วยบัญชาการด้านไซเบอร์ของสหรัฐจะโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลของผู้นำระดับสูง และชนชั้นนำของรัสเซีย หากไม่หยุดแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวจะไม่รวมประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย เพราะอาจจะเป็นการกระทำที่ยั่วยุมากเกินไป สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่หน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐพยายามที่จะรับประกันว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2563 จะไม่ถูกแทรกแซงโดยต่างชาติ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวกับบรรดานักข่าวว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะเข้าร่วมกับแนวทางของรัฐบาลอย่างเต็มที่ผ่านทางหน่วยบัญชาการด้านไซเบอร์ และอื่นๆ เพื่อปกป้องการเลือกตั้งในปี 2563 ขณะเดียวกัน สหรัฐได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและองค์กรหลายแห่งของรัสเซียแล้ว โดยกล่าวหาว่า พวกเขาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาในสหรัฐ ซึ่งทางรัสเซียก็ได้ปฏิเสธมาโดยตลอด  

โพลล์ YouGov เผยชาวเยอรมันมอง”ทรัมป์”อันตรายกว่า”ปูติน”และ”คิมจองอึน”

          ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมัน ซึ่งจัดทำโดย YouGov เผยชาวเยอรมันส่วนใหญ่มองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐนั้น อันตรายกว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามมากที่สุดสำหรับสันติภาพบนโลกใบนี้ โดยผู้ตอบรับการสำรวจ 41% มองว่า ทรัมป์เป็นภัยคุกคามมากที่สุดต่อสันติภาพโลก ขณะที่ผู้ตอบรับการสำรวจ 17% มองว่าเป็นนายคิมจองอึน ส่วนนายปูตินและคาเมนี รั้งอันดับ 3 ด้วยสัดส่วนของผู้ตอบรับการสำรวจที่ 8% และสี จิ้งผิง ที่ 7% การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นในเยอรมนี ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,024 ราย