ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 19, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 26 ส.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แรงขายเริ่มลดลงทำให้มีลุ้นที่ราคาอาจไปทดสอบแนวต้านโซนที่ 1,946-1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคายืนไม่ได้อาจเกิดแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา หากราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,906-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,900 1,881 1,862 แนวต้าน : 1,946 1,963 1,984

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น  3.65  ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ระหว่างวันราคาทองคำจะร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,913.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุด 0.716% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า 0.7% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. เนื่องจากเริ่มมีแรงขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  หลังนักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งขานรับข่าวจีน-สหรัฐหารือทางการค้า  ตอกย้ำภาพรวมความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศที่บรรเทาเบาบางลง หลังจากวานนี้นายแลร์รีย์ คัดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว  ออกมาระบุว่า เจ้าหน้าที่คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ “พึงพอใจ” ที่จีนดำเนินการตามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 สถานการณ์ดังกล่าวลดทอนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจนกดดันทองคำ  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำลดช่วงติดลบในเวลาต่อมาโดยได้รับแรงหนูนจากดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง -0.30% หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐร่วงลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ประกอบกับนักลงทุนระมัดระวังการถือครองดอลลาร์  ก่อนที่ประธานเฟดจะกล่าวสุนทรพจน์ในวันพฤหัสบดีนี้  ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนปิดตลาดในแดนบวกในที่สุด  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -3.51 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบในทิศทางอ่อนตัวลง หากราคาทองคำขึ้นไปทดสอบแนวต้านในโซน  1,946  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้แข็งแกร่ง ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบ แนวต้านถัดไปที่ 1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของสัปดาห์นี้) แต่หากผ่านแนวต้านแรกไม่ได้ ราคาจะอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับอยู่ในบริเวณ 1,906-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เสี่ยงเปิดสถานะซื้อเก็งกำไรระยะสั้น โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าซื้อ หากราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,906-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และให้ทยอยทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้าน 1,946-1,963 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ สามารถกลับมาเปิดสถานะขายหากราคาดีดตัวขึ้นไม่ผ่านระดับสูงสุดของสัปดาห์นี้

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) Conference Board เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงเดือนที่ 2 ในส.ค.  ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 84.8 ในเดือนส.ค. จากระดับ 91.7 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 93.0
  • (+) “เอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์”เผยราคาบ้านสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนมิ.ย.  ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว สอดคล้องกับเดือนพ.ค.  ส่วนดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนพ.ค.
  • (+) ยูโรแข็งเทียบดอลล์ ขานรับดัชนีความเชื่อมั่นเยอรมนีสดใส  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) ขานรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีที่ดีดตัวสูงกว่าคาดในเดือนส.ค. ขณะที่ดอลลาร์ถูกกดดันจากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐที่ร่วงลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.31% แตะที่ 93.0136 เมื่อคืนนี้  ยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1835 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1790 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3146 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3056 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ร่ะดับ 0.7195 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7160 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 106.32 เยน จากระดับ 105.96 เยน แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9077 ฟรังก์ จากระดับ 0.9112 ฟรังก์
  • (-) ที่ปรึกษาศก.ทำเนียบขาวเผยสหรัฐพอใจจีนทำตามข้อตกลงการค้า    เมื่อวานนี้นายแลร์รีย์ คัดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวระบุว่า เจ้าหน้าที่คณะบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐพึงพอใจที่จีนดำเนินการตามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 กับสหรัฐ หลังการหารือในระดับสูงทางโทรศัพท์เพื่อทบทวนความคืบหน้า  เขากล่าวว่า นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ “พอใจ” ต่อการดำเนินการจนถึงขณะนี้ของจีน และจีนซื้อโภคภัณฑ์เกษตรมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตด้านการจ้างงานของสหรัฐ “การประชุมดังกล่าวค่อนข้างราบรื่น เป็นการประชุมทบทวนตามปกติ”
  • (-) สหรัฐเผยยอดขายบ้านใหม่พุ่งสูงสุดรอบกว่า 13 ปีในเดือนก.ค.  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 13.9% สู่ระดับ 901,000 ยูนิตในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2549 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 785,000 ยูนิต  เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 36.3% ในเดือนก.ค.
  • (-) การค้าโลกฟื้นตัว 7.6% ในมิ.ย.หลังตกต่ำจากล็อกดาวน์  CPB World Trade Monitor ระบุว่า การค้าทั่วโลกทะยานขึ้นในเดือนมิ.ย. ขณะที่รัฐบาลต่างๆเริ่มเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งจากการปิดเมืองอันเข้มงวดในช่วงต้นปีนี้ มีการเติบโตในเกือบทุกประเทศ หลังการปรับลงครั้งใหญ่ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า     แต่แม้หลังการทะยานขึ้น 7.6% ในเดือนมิ.ย. การค้าลดลง 12.5% ในไตรมาส 2 ในขณะที่ดัชนีทั่วไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014
  • (+/-) หุ้นแอปเปิลฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 60.02 จุด,Nasdaq ทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ส.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นแอปเปิล และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจสุขภาพ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,248.44 จุด ลดลง 60.02 จุด หรือ -0.21% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,443.62 จุด เพิ่มขึ้น 12.34 จุด หรือ +0.36% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,466.47 จุด เพิ่มขึ้น 86.75 จุด หรือ +0.76%