ข้ามไปยังทูลบาร์
กันยายน 27, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 26 มี.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคายืนเหนือ 1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดสถานะซื้อ(ตัดขาดทุนหากหลุด ) ต้องสังเกตโซน 1,628-1,644 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะถ้าราคายังเคลื่อนตัวไม่ผ่านจุดดังกล่าว ยังแนะนำว่าควรที่จะขายทำกำไรออกไปก่อน

แนวรับ : 1,585 1,548 1,523 แนวต้าน : 1,644 1,671 1,689

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 18.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  หลังจากพุ่งขึ้นแรงเกือบ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา  ขานรับธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ประกาศเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) ในวงเงินไม่จำกัด (Unlimited) เพื่อรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำยังคงสามารถปิดตลาดเหนือ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  เพราะราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์  ท่ามกลางความต้องการสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยที่ลดลง  หลังสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวขึ้นขานรับข่าวทำเนียบขาวและวุฒิสภาสหรัฐบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19  ประกอบกับแรงซื้อทองคำทางกายภาพยังคงแข็งแกร่ง  สะท้อนจากยอดขายเหรียญทอง Gold Eagle ของโรงกษาปณ์ U.S.Mint ในช่วงวันที่ 1-23 มี.ค.ที่ทะยานขึ้น 1,700% จากยอดขายเดือนก.พ.แตะ 102,500 ออนซ์ซึ่งสูงเกือบเท่ายอดขายทั้งปี 2019 ที่ 152,000 ออนซ์  ด้านกองทุน SPDR  ถือครองทองคำเพิ่มวานนี้เป็นวันทำการที่ 3 ติดต่อกันที่ +13.17 ตัน  สะท้อนแรงขายทองคำจากความต้องการเงินสดและสภาพคล่องที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนเบาบางลง  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) รวมถึงการเปิดเผย Final GDP ไตรมาส 4/2019, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง  ขณะที่ไฮไลท์อยู่ที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่คาดว่าจะทะยานขึ้นแรงเซ่นพิษ COVID-19 

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาพยายามทรงตัวในระดับสูงและหากยืนเหนือโซนแนวรับ 1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,628-1,644 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง แต่หากราคาไม่สร้างระดับสูงสุดใหม่จากวันก่อนหน้าจะทำให้จึงเกิดแรงขายทำกำไรที่เพิ่มขึ้นให้ราคาปรับตัวขึ้นหากหลุดแนวรับแรกโดยแนวรับถัดไปจะอยู่ในโซน 1,548 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

สามารถถือสถานะซื้อหากราคาย่อตัวลงไม่หลุดแนวรับ 1,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือหากรับความเสี่ยงได้อาจเปิดสถานะซื้อเพิ่มเมื่อราคายืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้  เพื่อทยอยปิดสถานะทำกำไรหากราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน 1,628-1,644 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แต่ตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก เหตุวิตกยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐพุ่ง  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (25 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากมีรายงานว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวในสหรัฐพุ่งขึ้นทะลุระดับ 60,000 รายแล้ว  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.36 เยน จากระดับ 111.46 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9779 ฟรังก์ จากระดับ 0.9831 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4204 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4492 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0867 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0757 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.1870 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1748 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.5960 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.5912 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังจากข้อมูลล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่า ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับ 62,068 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 869 ราย
  • (+) “เบอร์นันเก้”หนุน”พาวเวล”จัดหนัก ออกมาตรการสกัดโควิด-19  นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เฟดในชุดปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐรับมือล่วงหน้ากับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทันทีที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง  “ผมคิดว่าเฟดได้ดำเนินการในเชิงรุกเป็นอย่างมาก โดยคุณเจอโรม พาวเวลและทีมงานได้ทำงานอย่างหนัก และอยู่ล่วงหน้าวิกฤตการณ์ โดยเฟดได้แสดงว่าพวกเขาสามารถออกมาตรการที่จะช่วยให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่มีการชัตดาวน์ และเมื่อสถานการณ์สงบแล้ว เศรษฐกิจจะสามารถดีดตัวขึ้นมากกว่าที่เราคาดไว้” นายเบอร์นันเก้กล่าว
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 495.64 จุด ขานรับมาตรการเยียวยาผลกระทบโควิด-19  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (25 มี.ค.) ขานรับข่าวทำเนียบขาวและวุฒิสภาสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ขณะที่นักลงทุนคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวซึ่งมีวงเงินสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,200.55 จุด เพิ่มขึ้น 495.64 จุด หรือ +2.39% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,475.56 จุด เพิ่มขึ้น 28.23 จุด หรือ +1.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,384.29 จุด ลดลง 33.56 จุด หรือ -0.45%
  • (+/-) สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนก.พ. สวนทางคาดการณ์  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป พุ่งขึ้น 1.2% ในเดือนก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนม.ค.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนจะร่วงลง 0.8% ในเดือนก.พ.  การเพิ่มขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนก.พ. ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อรถยนต์และรถบรรทุก  ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ลดลง 0.8% ในเดือนก.พ.
  • (+/-) “เบอร์นันเก้”เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว แม้เผชิญภาวะถดถอยจากพิษโควิด-19  นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว โดยระบุว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างรุนแรง แต่ก็จะฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา  “มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะถดถอยอย่างรุนแรงในไตรมาสต่อไป แต่จะเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ เพราะมีการชัตดาวน์จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 แต่ถ้าหากตลาดแรงงานไม่ได้ถูกกระทบมากเกินไป เราก็จะเห็นการดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว” นายเบอร์นันเก้กล่าว