ข้ามไปยังทูลบาร์
พฤศจิกายน 26, 2020

วิเคราะห์ราคาทองคำ 26 ต.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

Spread the love

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำซื้อขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยบริเวณแนวต้านโซน 1,910-1,914 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ แนะนำแบ่งทองคำออกขาย เพื่อรอซื้อในโซนแนวรับ 1,889-1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,881 1,872 1,862  แนวต้าน : 1,914 1,926 1,934

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ปิดปรับตัวลดลง 1.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 1,893.98 -1,914.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปตามข่าวความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ  แม้ว่านางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะออกมาระบุในวันศุกร์ว่า “ยังคงมีความเป็นไปได้” ที่จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย. แต่จะสำเร็จหรือไม่  ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงการเจรจากับสมาชิกพรรคริพับลิกันที่คิดเห็นไม่ตรงกันในวุฒิสภา ขณะที่นักลงทุนยิ่งเกิดความไม่มั่นใจหลังจาก ประธานาธิบดีทรัมป์  และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ  ต่างออกมาระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า  นางเพโลซี “ต้องยอมประนีประนอม” เพื่อให้สามารถผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้  และยังคงมีความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองฝ่าย  ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย  ซึ่งกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,893.98 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันศุกร์  อย่างไรก็ดี  มีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาพยุงราคาทองคำเอาไว้  ท่ามกลางแรงซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะมาถึง  รวมไปถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังจากมีหลายประเทศในยุโรปรวมถึงสหรัฐกำลังเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่  ส่งผลให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดในวันศุกร์เหนือ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้สำเร็จ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลด -1.75 ตันสู่ระดับ 1,263.80 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

หลังจากราคาทองคำพยายามกลับขึ้นไปทดสอบโซน 1,914-1,926 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่สามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ แสดงถึงแรงซื้อในระดับจำกัด โดยราคาลดระดับสูงสุดลง ราคามีแนวโน้มอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ 1,889-1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าไม่สามารถยืนได้ จะเกิดแรงขายออกมาเพิ่ม โดยแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 1,872  ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นการลงทุนระยะสั้นซื้อขายทำกำไรจากการแกว่งตัว หากราคายังไม่สามารถผ่าน 1,910-1,914 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ แนะนำเปิดสถานะขาย (ตั้งจุดตัดขาดทุน 1,914 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอขายใหม่ในโซน 1,926-1,934 ดอลลาร์ต่อออนซ์)  แล้วเข้าซื้อคืนเพื่อปิดสถานะทำกำไรบริเวณ 1,889-1,881 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยืนเหนือแนวรับได้

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า นลท.ขายขณะรอมาตรการกระตุ้นศก.  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์ ขณะที่รอดูความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.19% สู่ระดับ 92.7741  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.73 เยน จากระดับ 104.87 เยน, และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9044 ฟรังก์ จากระดับ 0.9072 ฟรังก์ แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3144 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3142 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1857 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1817 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3034 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3077 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าสู่ระดับ 0.7134 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7112 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) นักวิจัยคาดยอดดับโควิด-19 ในสหรัฐเกินครึ่งล้าน แต่ลดได้หากใส่หน้ากากอนามัย  คณะนักวิจัยของสหรัฐ เปิดเผยการคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในสหรัฐ อาจพุ่งเกิน 500,000 ราย ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 แต่ตัวเลขดังกล่าวลดได้หากประชาชนใส่หน้ากากอนามัย  ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine) ระบุว่าคณะนักวิจัยของสถาบันชี้วัดและประเมินผลทางสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบการใช้หน้ากากอาจช่วยรักษาชีวิตผู้คนในประเทศราว 130,000 คน “เรากำลังจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ดังนั้นเราไม่เชื่อความคิดที่ว่าโรคระบาดใหญ่กำลังจะหายไปนั้นเป็นความจริง” คริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการสถาบัน และผู้เขียนผลการศึกษาข้างต้นกล่าวกับนักข่าว
  • (+) ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในสหรัฐยังพุ่งแรง ผู้เชี่ยวชาญกังวลฤดูหนาวทำสถานการณ์แย่ลง  ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยว่า สหรัฐพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่กว่า 83,700 รายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงสถิติเมื่อกลางเดือนก.ค. ซึ่งขณะนั้นพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 77,300 ราย  ตัวเลขดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า ฤดูหนาวในปีนี้จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก โดยนพ.สก็อตต์ ก็อตต์ลิเอ็บ อดีตประธานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวเตือนว่า สหรัฐจะเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า  “ในขณะที่ยังไม่มียารักษาในวงกว้าง ไวรัสโควิด-19 จะแพร่ระบาดอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า” นพ.ก็อตต์ลิเอ็บกล่าว  นพ.ก็อตต์ลิเอ็บยังกล่าวเตือนว่า ช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวมารวมตัวกัน จะสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากจะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาดความระมัดระวังในการป้องกันการติดเชื้อ
  • (-) AstraZeneca ได้ไฟเขียวจาก FDA แล้ว เดินหน้าทดลองวัคซีนโควิดในสหรัฐ  แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) บริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของอังกฤษเปิดเผยแถลงการณ์ในวันศุกร์ว่า จะเริ่มการทดลองวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ในสหรัฐ หลังจากระงับไปตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา  แอสตร้าเซนเนก้าเปิดเผยว่า สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติในวันศุกร์ (23 ต.ค.) ให้บริษัทเริ่มการทดลองวัคซีนต้านโรคโควิด-19 อีกครั้ง หลังจากที่บริษัทได้เริ่มการทดลองในประเทศอื่นๆ แล้วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดลบ 28.09 จุด ตลาดรอมาตรการกระตุ้นศก.สหรัฐ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่ตลาดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดกับการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและพรรคเดโมแครตเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 28,335.57 จุด ลดลง 28.09 จุด หรือ -0.1%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,465.39 จุด เพิ่มขึ้น 11.90 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,548.28 จุด เพิ่มขึ้น 42.28 จุด หรือ +0.37%
  • (+/-) ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน  ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.5 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2562 โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 54.3 ในเดือนก.ย.